Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3

ขอตัวอย่างโจทย์จากเมลล์นี้นะจ๊ะ

name_fkk@hotmail.com  นะคะ

ครูบุ๋ม

1.  นักเรียนคนหนึ่ง  ทดลองวัดอัตราการหายใจว่ามีค่าเท่ากับ  15  ครั้งต่อนาที  และการหายใจแต่ละครั้งใช้อากาศ  200  มิลลิลิตร  ในเวลา  1  นาที  นักเรียนจะได้พลังงานจากการหายใจเท่าใด

2. นักเรียนคนหนึ่งมีอัตราการสูดลมหายใจเฉลี่ย  20  ครั้งต่อนาที  และปริมาตรของอากาศที่หายใจออกมาเฉลี่ยได้  220  ลูกบาศก์เซนติเมตร  ต่อหนึ่งครั้ง  ดังนั้นพลังงานที่ได้จากการหายใจในเวลาหนึ่งนาทีมีค่าประมาณกี่กิโลจูล

3.  ในขณะที่ออกกำลังกาย  นายทรงวุฒิ  หายใจนำอากาศเข้าสู่ปอดได้  5,200  ลูกบาศก์เซนติเมตร อยากทราบว่าปริมาตรก๊าซออกซิเจนที่เข้าสู่กระแสโลหิตของนายทรงวุฒิมีปริมาตรเท่าไร

4.  ออกซิเจน  500  ลูกบาศก์เซนติเมตร จะให้พลังงานแก่ร่างกายเท่าใด

ร่างกายของเรา

ร่างกายของเราประกอบด้วยเซลล์มากมายหลายชนิด  แต่ละชนิดมีรูปร่างและหน้าที่แตกต่างกันกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง  เรียกว่า  เนื้อเยื่อ  เนื้อเยื่อหลายๆ ชนิดจะรวมกลุ่มกันเป็นอวัยวะเพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง  อวัยวะหลายๆ  อวัยวะจะทำงานประสานกันเป็นระบบ  ร่างกายเราจึงประกอบขึ้นด้วยอวัยวะหลายระบบ  แต่ละระบบทำหน้าที่แตกต่างกันไป  การดูแลรักษาร่างกายให้อวัยวะแต่ละระบบทำงานได้ดีตามปกติจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี

เซลล์  (Cell) คือ   หน่วยของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดในร่างกาย  ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู  ในร่างกายของคนเราประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนล้านๆ  เซลล์  แต่ละเซลล์มีรูปร่างขนาดที่แตกต่างกันแต่จะมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นแบบเดียวกัน  คือ  ประกอบด้วย 2 ส่วน

1.  ผนังเซลล์  (Cell membrane) เป็นเยื่อบางๆ  ที่ยืดหยุ่นได้  ประกอบด้วยชั้นโปรตีนและชั้นไขมันห่อหุ้มอยู่รอบๆ  เซลล์  เยื่อชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษ  คือ  ยอมให้สารบางชนิดผ่านเข้าออกได้  เช่น  อาหาร  ออกซิเจน  ฮอร์โมน  โปรตีน  และของเสีย

2.  โปรโตพลาสซึม  (Protoplasm) เป็นของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญ  คือ

นิวเคลียส  (Nucleus) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานทั้งหมดของเซลล์รวมทั้งการเจริญเติบโต  การซ่อมแซมและการผลิตเซลล์ใหม่  นิวเคลียสประกอบด้วย 2 ส่วน  คือ  โครมาตินและนิวคลีโอลัส

ไซโตพลาสซึม  (Cytoplasm) เป็นส่วนที่อยู่รอบนอกของนิวเคลียสทำหน้าที่เกี่ยวกับเมตาบอลิซึม  สังเคราะห์และสะสมสิ่งต่างๆ  ของเซลล์

เนื้อเยื่อ  (Tissue) คือ  กลุ่มของเซลล์ที่ทำงานร่วมกัน  มีรูปร่างเหมือนกันหรือ       ทำหน้าที่อย่างเดียวกันจะรวมกันโดยสิ่งยึดติดกันซึ่งอาจเป็นเส้นใยหรือน้ำก็ได้  ประกอบกันขึ้นเป็นเนื้อเยื่อ  ในร่างกายมีเนื้อเยื่อซึ่งแบ่งตามหน้าที่ออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ  เช่นเดียวกับเซลล์           ถ้าเซลล์ชนิดประกอบกันขึ้นก็เป็นเนื้อเยื่อชนิดนั้นๆ  เนื้อเยื่อทั้ง 5 ประเภท  ได้แก่

1.  เนื้อเยื่อบุผิว  (Epithelial  Tissue) เกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์บุผิว  มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อบางๆ  บุตามผิวชั้นนอก  ชั้นในของอวัยวะต่างๆ  อาจมีหลายชั้นหรือชั้นเดียวก็ได้  ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมส่วนต่างๆ  ของร่างกายเพื่อป้องกันการดูดซึม  รับความรู้สึก  และขับสารบางชนิด  เช่น  ฮอร์โมน  เอนไซม์  เหงื่อ  เป็นต้น  เนื้อเยื่อประเภทนี้  ได้แก่  เยื่อบุลำไส้  เยื่อบุกระเพาะอาหาร  ฯลฯ

2.  เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว  (Connective Tissue) เป็นกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม  ค้ำจุน  และป้องกันเนื้อเยื่อต่างๆ  ภายในร่างกาย  โดยช่วยให้ร่างกายคงรูป  เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับหน้าที่  เช่น  กระดูกทำหน้าที่พยุงโครงร่างของร่างกาย  เอ็นทำหน้าที่ยึดเชื่อมปลายกล้ามเนื้อกับกระดูก  กระดูกอ่อนทำหน้าที่ยืดหยุ่นลดการเสียดสีตรงข้อกระดูก

3.  เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ  (Muscular  Tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่สามารถยืดหรือหดตัวให้สั้นลงหรือหนาขึ้นได้  ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ  ได้  มี 3 ชนิด  คือ  กล้ามเนื้อเรียบ  กล้ามเนื้อลาย  และกล้ามเนื้อหัวใจ

4.  เนื้อเยื่อประสาท  (Neuron  Tissue) เป็นกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน      การรับรู้ความรู้สึกของร่างกาย  การติดต่อประสานงาน  และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า  เนื้อเยื่อประสาท  ได้แก่  สมอง  ไขสันหลัง  และเส้นประสาท

5.  เนื้อเยื่อหมุนเวียนหรือเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย มีลักษณะเป็นของไหลที่เคลื่อนไหลเวียนได้  สามารถลำเลียงสารต่างๆ  เช่น  ออกซิเจน  สารอาหาร  ของเหลวต่างๆ  ให้แก่เซลล์ต่างๆ  ทั่งร่างกาย  และลำเลียงของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากเซลล์  เพื่อกำจัดออกนอกเซลล์  เนื้อเยื่อชนิดนี้  ได้แก่  เลือดและน้ำเหลือง ฯลฯ

อวัยวะ  (Organ) คือกลุ่มของเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันมาร่วมทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง  อวัยวะทุกชนิดประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายอย่าง  เนื้อเยื่อบางอย่าง  เช่น  เนื้อเยื่อประสาทและเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว  พบเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกอย่างในร่างกาย

ระบบอวัยวะ  (System) คือกลุ่มอวัยวะต่างๆ  ที่ทำหน้าที่เพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งร่างกายของคนเรามีอวัยวะมากมายหลายชนิด  อวัยวะแต่ละชนิดจะทำหน้าที่เฉพาะอย่างแตกต่างกันไป

ระบบต่างๆ  ในร่างกาย

ร่างกายคนเรามีอวัยวะมากมายหลายชนิด  ซึ่งทำหน้าทีแตกต่างกันไป  อวัยวะที่ทำงานประสานกันเพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งในร่างกาย  เราเรียกว่า  ระบบอวัยวะ  ระบบอวัยวะในร่างกายของคนเราแบ่งออกตามหน้าที่ได้หลายระบบดังนี้

1.  ระบบห่อหุ้มร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนังและส่วนที่เจริญเปลี่ยนแปลงไปจากผิวหนังได้แก่  ขน  ผม  เล็บ  ต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน  มีหน้าที่ดังนี้

ผิวหนัง (Skin) เป็นระบบห่อหุ้มร่างกาย(Integumentary system)ที่มีพื้นที่มากที่สุดของร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่

1. หนังกำพร้า(Epidermis) หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์หลายๆชั้น ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์ที่ตายแล้วพร้อมที่จะหลุดเป็น ขี้ไคล(Keratin) ส่วนที่บางที่สุด คือบริเวณหลังตาและหลังหู ส่วนที่หนาที่สุด คือ ฝ่าเท้าและฝ่ามือ ผิวหนังแต่ละคนจะมีสีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเซลล์ที่เรียกว่า เมลานิน(Melanin pigments)

2. หนังแท้(Dermis) หนังแท้ เป็นชั้นที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ประกอบด้วยโครงสร้างต่างๆมากมาย ได้แก่ กระเปาะ(Follicle) ต่อมเหงื่อ(Swet gland) ต่อมไขมัน( Sebaceous gland) เส้นเลือด(Blood vessel) เส้นประสาท(Nerv)และกล้ามเนื้อมัดเล็กๆจำนวนมาก

หน้าที่ของผิวหนัง

1.  รับความรู้สึกต่างๆ

2.  ป้องกันแสงต่างๆไม่ให้เข้าไปในร่างกาย

3.  ควบคุมความร้อนในร่างกาย

4.  ห่อหุ้มร่างกาย

5.  ขับถ่ายของเสีย

6.  ดูดซึมหรือขับไขมันไปหล่อเลี้ยงเส้นผมหรือขน

7.  ขับสิ่งต่างๆที่อยู่ในผิวหนัง

การเสริมสร้างการทำงานของระบบผิวหนัง

1.  นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

2.  ออกกำลังกายเป็นประจำ

3.  ดื่มน้ำสะอาดมากๆ

4.  ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน

5.  รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

6.  สวมเสื้อผ้าที่สะอาด พอดีตัว ไม่คับหรือหลวมเกินไป

7.  อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด

8.  รักษาสุขภาพอย่าให้เป็นแผล

9.  ทาครีมบำรุงผิวที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับวัย

ความผิดปกติของผิวหนังที่พบบ่อย

1.   สิว(Acne) เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น หรือ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในต่อมไขมันใต้ผิวหนังมีมากผิดปกติ

2.   ตาปลา(Corn) เกิดจากแรงกดหรือแรงเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ มักเกิดบริเวณนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า เนื่องจากใส่รองเท้าคับเกินไป

3.   กลิ่นตัว(Odour) เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของกรดไขมันจากต่อมเหงื่อเซลล์บุผิวที่ตายแล้ว เหงื่อรวมกับแบคทีเรียและความชื้นเกิดเป็นกลิ่นตัว ถ้ามีกลิ่นตัวแรงอาจใช้สารส้มหรือลูกกลิ้งระงับกลิ่นทาบริเวณรักแร้หลังอาบน้ำทุกครั้ง

4.  โรคราที่เท้าหรือฮ่องกงฟุต(Hong kong’s foot) หรือโรคเท้านักกีฬา (Athlete’s foot) เกิดจากเชื้อราที่เท้า เนื่องจากรองเท้าอับชื้นหรือลุยน้ำสกปรก ทำให้มีอาการคันบริเวณซอกนิ้ว การป้องกันและรักษาทำได้โดยการล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

5.   ผิวหนังแห้งกร้าน(Dry’s skin) เกิดจากสภาพแวดล้อมผิดปกติ เช่นอากาศ ร้อนจัด อากาศแห้งมาก หรือฟอกสบู่บางชนิด เป็นต้น ควรใช้ครีมทาผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้

6.  เกลื้อน(Tinea versicolor) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว แขน ขา คอ หน้า เป็นต้น พบมากในผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในอุณหภูมิสูงมีเหงื่อออกมาก มีความชื้นสูง หรือสกปรกเปรอะเปื้อนพวกไขมันและฝุ่นละออง ควรใช้ขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนทาบริเวณที่เป็น ถ้ามีอาการลุกลามควรปรึกษาแพทย์

7.   กลาก(Ring worm)เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราหลายชนิดที่เกิดขึ้นทั่วไปตามร่างกายมีลักษณะเป็นวง แต่ส่วนขอบนั้นนั้นจะนูนสูงแดงมีเม็ดตุ่มพองน้ำเล็กๆ ป้องกันและรักษาเช่นเดียวกับเกลื้อน

8.    ฝี (Abscess) เกิดจากเชื้อบัคเตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีบนผิวหนังทั่วไป มีลักษณะบวมแดงจนกลายเป็นหนอง

9.   เล็บขบ(Ingrown nail) มักเป็นกับนิ้วหัวแม่เท้าที่เกิดจากการงอกของเล็บที่กดลึกเข้าไปในเนื้อบริเวณซอกเล็บ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ป้องกันได้โดยไม่ควรตัดเล็บสั้นจนเกินไป

10.  เชื้อราที่เล็บ(Tinea ungium) มักเป็นกับผู้ทำงานที่ทำให้มือต้องเปียกน้ำเป็นประจำ หรือเท้าอยู่ในที่อับชื้น ป้องกันโดยตัดเล็บให้สั้น รักษาเล็บให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ

11.   ผมร่วง(Alopecia) ผมของคนเราจะร่วงได้ตามธรรมชาติแล้วงอกขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา แต่ถ้าร่วงมากกว่าปกติอาจมีสาเหตุจากการขาดสารอาหาร การเจ็บป่วยด้วยโรค เชื้อรา หรือแพ้ยาสระผมเป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการเป่าผมด้วยความร้อน การย้อมผม การดัดผม และเมื่อเกิดความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

12. รังแค(Dandruff) เกิดจากผิวหนังหรือเซลล์ที่ตายแล้วแห้งหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นหรือเป็นขุยๆ มักเกาะติดอยู่กับเส้นผม ทำให้คันศีรษะและเป็นสาเหตุของผมร่วงได้ ป้องกันโดยสระผมด้วยยาสระผมอย่างอ่อนๆ หากรังแคยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์

2.  ระบบโครงกระดูก ประกอบด้วยกระดูกต่างๆ  รวมทั้งกระดูกอ่อน  เอ็น  และข้อต่อ  กระดูกในร่างกายของคนที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีจำนวน  206  ชิ้น  แบ่งออกเป็น  2  กลุ่ม   ตามตำแหน่งที่อยู่ คือ

1.  กระดูกแกน (axial  skeleton ) เป็นกระดูกที่อยู่บริเวณกลางลำตัว มีทั้งหมด 80 ชิ้น ประกอบด้วย

–  กระดูกกะโหลกศีรษะ  29  ชิ้น
–  กระดูกสันหลัง  26  ชิ้น ( ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อนที่เรียกว่า  หมอนรองกระดูก ทำหน้าที่รองรับและเชื่อมระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อเพื่อป้องกันการเสียดสีในขณะเคลื่อนไหว )
–  กระดูกซี่โครง  24  ชิ้น ( ทั้งหมด 12 คู่  คู่ที่ 11 และ 12 เป็นซี่สั้นๆไม่เชื่อมต่อกับกระดูกหน้าอก เรียกว่า ซี่โครงลอย )
–  กระดูกหน้าอก  1  ชิ้น
2.  กระดูกรยางค์( appendicular  skeleton ) เป็นกระดูกที่ยื่นจากกระดูกแกนออกไป มีทั้งหมด 126 ชิ้น  ประกอบด้วย
–  กระดูกแขนข้างละ 30 ชิ้น
–  กระดูกขาข้างละ 30 ชิ้น
–  กระดูกสะบักข้างละ 1 ชิ้น
–  กระดูกเชิงกรานข้างละ 1 ชิ้น
–  กระดูกไหปลาร้าข้างละ 1 ชิ้น
ข้อต่อ ( joint  ) คือบริเวณที่กระดูก 2 ชิ้นมาเชื่อมต่อกัน
เมื่อจำแนกข้อต่อตามลักษณะการเคลื่อนไหว สามารถแบ่งได้เป็น  3  แบบ  คือ
1.  ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้  ( fibrous  joint  )  ได้แก่ ข้อต่อของกะโหลกศีรษะ
2.  ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย  ( cartilagenous  joint  )  เป็นข้อต่อที่ประกอบด้วยกระดูกอ่อนอยู่ระหว่างปลายกระดูกทั้งสองที่มาต่อกัน สามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เรียกว่าข้อต่อกระดูกอ่อน ได้แก่ ข้อต่อกระดูกสันหลัง  ข้อต่อกระดูกเชิงกราน
3.  ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มาก  ( sylnovial  joint  )  เป็นข้อต่อที่มีช่องว่างอยู่ภายใน และภายในโพรงนี้จะมีเยื่อบุที่ทำหน้าที่ขับของเหลวซึ่งมีลักษณะคล้ายไข่ขาว เรียกว่า น้ำไขข้อ                        ( sylnovial  fluid )  ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนที่ได้สะดวก ไม่เสียดสีกัน  แบ่งออกเป็น
3.1  ข้อต่อแบบบานพับ ( hinge  joint )  การเคลื่อนไหวจะจำกัดได้เพียงทิศทางเดียว ได้แก่ ข้อต่อบริเวณข้อศอก  หัวเข่า นิ้วมือ นิ้วเท้า ( ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ )
3.2  ข้อต่อแบบบอลล์ แอนด์ ซอกเคท ( ball and socket joint ) ข้อต่อแบบนี้เกิดจากหัวกระดูกชิ้นหนึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลม สวมเข้าไปในเบ้าซึ่งมีลักษณะทรงกลมของกระดูกอีกชิ้นหนึ่ง ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระหลายทิศทาง ได้แก่  ข้อต่อหัวไหล่ ข้อต่อบริเวณกระดูกโคนขากับกระดูกเชิงกราน
3.3  ข้อต่อแบบอานม้า ( saddle joint )  คล้ายแบบบานพับ แต่สามารถเคลื่อนไหวได้                2 แนว ได้แก่ ข้อต่อโคนนิ้วหัวแม่มือ

3.4  ข้อต่อแบบเดือย ( pivot  joint ) เป็นข้อต่อที่ทำให้กระดูกชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่ไปรอบๆแกนของกระดูกอีกชิ้นหนึ่งได้แก่ ข้อต่อที่ต้นคอกับฐานของกะโหลกศีรษะ
3.5  ข้อต่อแบบไกลดิง ( gliding  joint )  เป็นข้อต่อที่มีลักษณะแบนราบ ได้แก่ ข้อต่อของข้อมือ ข้อเท้า

3. ระบบกล้ามเนื้อ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อทั่วๆ ไปในร่างกาย  ซึ่งแบ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบ  กล้ามเนื้อลาย  และกล้ามเนื้อหัวใจ  การทำงาของระบบนี้จะทำงานร่วมกับระบบโครงกระดูก  โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว  พยุงร่างกาย  และสร้างพลังงานความร้อนกับร่างกาย
กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 500 มัด แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
1. กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อยึดติดอยู่กับกระดูกโดยมีเอ็นยึด กล้ามเนื้อจะทำงานประสานกันคือ  ถ้ากล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัวทำให้กระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้  เช่น การงอแขนหรือเหยียดแขนได้ เนื่องมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อด้านนอกที่เรียกว่า  กล้ามเนื้อไบเซฟ ( bicep muscle ) และกล้ามเนื้อท้องแขนด้านในที่เรียกว่า กล้ามเนื้อไตรเซฟ ( tricep muscle) ทำงานตรงกันข้าม การทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะนี้เรียกว่า Antagonistic muscle

2. กล้ามเนื้อเรียบ เป็นกล้ามเนื้อที่พบในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ผนังหลอดเลือด
3. กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อชนิดพิเศษพบเฉพาะในหัวใจเท่านั้น
การทำงานของกล้ามเนื้อชนิดนี้จะมีการหดตัวคลายตัวเป็นจังหวะด้วยตัวเอง กล้ามเนื้อหัวใจ  จะมีการหดตัวและคลายตัวเวลาที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่

4.  ระบบประสาท ประกอบด้วยสมอง  ไขสันหลัง  เส้นประสาท  และอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ  รวมทั้งตาและหูด้วย  มีหน้าที่ควบคุมและประสานการทำงาส่วนต่างๆ  ของร่างกายโดยผ่านทางเส้นประสาท  สัตว์ชั้นสูงขึ้นมาจะมีโครงสร้างของระบบประสาทซับซ้อนยิ่งขึ้น

ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น  2  ส่วน คือระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอก

ระบบประสาทส่วนกลาง(the central nervous system หรือ  somatic nervous system ) เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของร่างกาย  ซึ่งทำงานพร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้อำนาจจิตใจ  ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง  โดยเส้นประสาทหลายล้านเส้นจากทั่วร่างกายจะส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาทออกจากบริเวณศูนย์กลาง  มีอวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้
1.  สมอง(brain) เป็นส่วนที่ใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ ของระบบประสาทส่วนกลาง  ทำหน้าที่ควบคุมการทำกิจกรรมทั้งหมดของร่างกาย  เป็นอวัยวะชนิดเดียวที่แสดงความสามารถ

ด้านสติปัญญา  การทำกิจกรรมหรือการแสดงออกต่างๆ สมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สำคัญแบ่งออกเป็น  3  ส่วนดังนี้
1.1  เซรีบรัมเฮมิสเฟียร์(cerebrum hemisphere) คือสมองส่วนหน้า  ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับความรู้สึกและอารมณ์  ควบคุมความคิด  ความจำ  และความเฉลียวฉลาด  เชื่อมโยงความรู้สึกต่างๆ เช่น การได้ยิน  การมองเห็น การรับกลิ่น  การรับรส  การรับสัมผัส  เป็นต้น
1.2  เมดัลลาออบลองกาตา(medulla oblongata) คือส่วนที่อยู่ติดกับไขสันหลัง  ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติ  เช่น  การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  การไอ  การจาม  การกะพริบตา  ความดันเลือด เป็นต้น
1.3  เซรีเบลลัม(cerebellum) คือสมองส่วนท้าย  เป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ  เช่น การเดิน  การวิ่ง  การขี่จักรยาน  เป็นต้น

2.ไขสันหลัง (spinal cord) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง กระแสประสาทจากส่วนต่างๆ ของร่างกายจะผ่านไขสันหลัง  มีทั้งกระแสประสาทเข้าและกระแสประสาทออกจากสมอง  และกระแสประสาทที่ติดต่อกับไขสันหลังโดยตรง

3.  เซลล์ประสาท(neuron) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของระบบประสาท  เซลล์ประสาทมีเยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาสซึมและนิวเคลียสเหมือนเซลล์อื่นๆ แต่มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างออกไปเซลล์ประสาทประกอบด้วยตัวเซลล์และเส้นใยประสาทที่มี  2  แบบคือ เดนไดรต์(dendrite)              ทำหน้าที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์และแอกซอน(axon)ทำหน้าที่นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ไปยังเซลล์ประสาทอื่นๆ เซลล์ประสาทจำแนกตามหน้าที่การทำงานได้  3 ชนิด คือ
3.1  เซลล์ประสาทรับความรู้สึก รับความรู้สึกจากอวัยวะสัมผัส  เช่น จมูก  ตา  หู  ผิวหนัง  ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทประสานงาน
3.2  เซลล์ประสาทประสาน เป็นตัวเชื่อมโยงกระแสประสาทระหว่างเซลล์รับความรู้สึกกับสมอง  ไขสันหลัง  และ เซลล์ประสาทสั่งการ พบในสมองและไขสันหลังเท่านั้น
3.3  เซลล์ประสาทสั่งการ รับคำสั่งจากสมองหรือไขสันหลัง  เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ  การทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง  สิ่งเร้าหรือการกระตุ้นจัดเป็นข้อมูลที่เส้นประสาทนำไปยังระบบประสาทส่วนกลางเรียกว่า “กระแสประสาท” เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่นำไปสู่เซลล์ประสาททางด้านเดนไดรต์ และเดินทางออกอย่างรวดเร็วทางด้านแอกซอน  แอกซอนส่วนใหญ่มีแผ่นไขมันหุ้มไว้เป็นช่วงๆ แผ่นไขมันนี้ทำหน้าที่เป็นฉนวนและทำให้กระแสประสาทเดินทางได้เร็วขึ้น  ถ้าแผ่นไขมันนี้ฉีกขาดอาจทำให้กระแสประสาทช้าลง  ทำให้สูญเสียความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ  เนื่องจากการรับคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางได้ไม่ดี

ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system) ทำหน้าที่รับและนำความรู้สึกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง  ได้แก่  สมองและไขสันหลัง  จากนั้นนำกระแสประสาทสั่งการจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฏิบัติงาน  ซึ่งประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกและอวัยวะรับสัมผัส  รวมทั้งเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทรอบนอกจำแนกตามลักษณะการทำงานได้  2  แบบดังนี้
1.  ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ เป็นระบบควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อที่บังคับได้รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
2.  ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ เป็นระบบประสาทที่ทำงานโดยอัตโนวัติ  มีศูนย์กลางควบคุมอยู่ในสมองและไขสันหลัง  ได้แก่  การเกิดรีเฟลกซ์แอกชัน(reflex action) และเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นที่อวัยวะรับสัมผัสเช่น ผิวหนัง  กระแสประสาทจะส่งไปยังไขสันหลัง  และไขสันหลังจะสั่งการตอบสนองไปยังกล้ามเนื้อโดยไม่ผ่านไปที่สมอง ดังรูป เมื่อมีเปลวไฟมาสัมผัสที่ปลายนิ้ว  กระแสประสาทจะถูกส่งผ่านไปยังไขสันหลังโดยไม่ผ่านไปยังสมอง  ไขสันหลังทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อที่แขนเกิดการหดตัว  เพื่อดึงมือออกจากเปลวไฟทันที  พฤติกรรมมนุษย์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า  พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์เป็นปฏิกิริยาอาการที่แสดงออกเพื่อการตอบโต้ต่อสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกาย  เช่น
–  สิ่งเร้าภายในร่างกาย  เช่น ฮอร์โมน  เอนไซม์  ความหิว  ความต้องการทางเพศ เป็นต้น
–  สิ่งเร้าภายนอกร่างกาย  เช่น แสง  เสียง  อุณหภูมิ  อาหาร  น้ำ  การสัมผัส  สารเคมี

กิริยาอาการที่แสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอาศัยการทำงานที่ประสานกันระหว่างระบบประสาท  ระบบกล้ามเนื้อ  ระบบต่อมไร้ท่อ  และระบบต่อมมีท่อ  ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1.  การตอบสนองเมื่อมีแสงเป็นสิ่งเร้า
–  เมื่อได้รับแสงสว่างจ้า  มนุษย์จะมีพฤติกรรมการหรี่ตาเพื่อลดปริมาณแสงที่ตาได้รับ
2.  การตอบสนองเมื่ออุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า
–  ในวันที่มีอากาศร้อนจะมีเหงื่อมาก เหงื่อจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายเพื่อปรับอุณหภูมิภายในร่างกายไม่ให้สูงเกินไป
–  เมื่อมีอากาศเย็นคนเราจะเกิดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ  หรือ เรียกว่า”ขนลุก”
3.  เมื่ออาหารหรือน้ำเข้าไปในหลอดลมเกิดพฤติกรรมการไอหรือจาม เพื่อขับออกจากหลอดลม
4.  การเกิดพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์  เป็นพฤติกรรมการตอบสนองหรือตอบโต้ทันทีเพื่อความปลอดภัยจากอันตราย เช่น
–  เมื่อฝุ่นเข้าตามีพฤติกรรมกะพริบตา
–  เมื่อสัมผัสวัตถุร้อนจะชักมือจากวัตถุร้อนทันที
–  เมื่อเหยียบหนามจะรีบยกเท้าให้พ้นหนามทันที

5.  ระบบไหลเวียนเลือด อวัยวะสำคัญของระบบไหลเวียนเลือด  ได้แก่  หัวใจ  หลอดเลือด  และไขกระดูก  มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน  อาหาร  ไปสู่เซลล์ต่างๆ  และนำคาร์บอนได้ออกไซด์และของเสียต่างๆ  ออกจากเซลล์  นอกจากนี้ยังรักษาสมดุลของร่างกาย  ต่อสู้และป้องกันสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ  ป้องกันการสูญเสียโลหิต  และควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

อาหารที่เรากินเข้าไปเมื่อผ่านกระบวนการย่อยอาหารจะได้อนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งสามารถแพร่ผ่านเข้าสู่ผนังของลำไส้เล็กได้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่หลอดเลือด แล้วถูกนําไปยังส่วนต่างๆของร่างกายโดนระบบหมุนเวียนของเลือด เชนเดียวกับกาซออกซิเจนที่เมื่อถูกนำเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกนําไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกายโดยเม็ดเลือดแดง และก๊าซคาร์บอนไดออกไซดที่เกิดจากกระบวนการหายใจ จะถูกลําเลียงออกจากเซลล์ทางพลาสมา ซึ่งการหมุนเวียนของเลือดและการหมุนเวียนของก๊าซจะเกิดควบคู่กันไป ในระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย เลือด หลอดเลือด และ หัวใจ

หัวใจ
หัวใจของมนุษย์มีขนาดเท่ากับกำปั้นที่กำแน่นของผู้ที่เป็นเจ้าของ  หัวใจ (heart) ทําหน้าที่สูบฉีดเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วไหลกลับคืนสูหัวใจ หัวใจประกอบด้วยกล้าเนื้อพิเศษที่เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจ แบ่งห้องออกเป็นห้องบน (atrium) 2 ห้อง และห้องล่าง (ventricle) 2 ห้อง หัวใจห้องบนจะเล็กกว่าห้องล่าง ระหว่าง หัวใจห้องบนและห้องล่างจะมีลิ้นกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ หัวใจห้องล่างซ้ายจะมี ผนังหนาที่สุด เพราะหัวใจห้องล่างซ้ายมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

ระบบหมุนเวียนของเลือดในคน
ในร่างกายมนุษย์มีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด การสูบฉีดโลหิตของหัวใจ ทำให้เกิดแรงดันให้เลือดไหลไปตามเส้นเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และไหลกลับคืนสู่หัวใจ โดยหัวใจของคนเราตั้อยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้งสองข้างค่อนมาทาด้านซ้ายชิดผนังทรวงอก แบ่งออกเป็น 4 ห้อง ห้องบนสองห้อง มีผนังบาง เรียกว่า เอเทรียม ( atrium ) ส่วนสองห้องล่างมีขนาดใหญ่กว่าและผนังหนา เรียกว่า เวนทริเคิล ( ventricle ) ระหว่างห้องบนกับห้องล่างทั้งสองซีกจะมีลิ้นหัวใจ ( value ) คอยเปิด- ปิด เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ

** หัวใจของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อที่มิได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับของสมอง **
** หัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มี 4 ห้อง ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมี3 ห้อง( ยกเว้นจระเข้ มี 4 ห้อง ) หัวใจปลามี 2 ห้อง หัวใจของสัตว์ปีก มี 4 ห้อง **

ในร่างกายของมนุษย์ ระบบการหมุนเวียนของเลือดประกอบด้วยหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีเส้นเลือดเป็นท่อลำเลียงเลือด ดังนั้นระบบหมุนเวียนเลือดของคนเราจึงประกอบด้วยส่วนสำคัญ  3 ส่วน คือ เลือด  เส้นเลือด  และ หัวใจ
1. เลือด ( blood ) ในร่างกายของคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 6,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด ( plasma ) กับส่วนที่เป็นของแข็ง คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง  เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด
1.1 ส่วนที่เป็นของหลว คือ น้ำเลือดหรือพลาสมา ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้ว รวมทั้งวิตามิน  เกลือแร่ ฮอร์โมนและสารอื่นๆที่ละลายน้ำได้ สารเหล่านี้จึงอยู่ในรูปสารละลาย มีประมาณ 50 % ของเลือดทั้งหมด น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กไปสู่ส่วนต่างๆของเซลล์ทั่วร่างกายและลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต ซึ่งไตจะสกัดเอาสารยูเรียออกจากเลือดแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ
1.2 ส่วนที่เป็นของแข็ง มีอยู่ประมาณ 50% ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย
–  เซลล์เม็ดเลือดแดง ในขณะที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จะอยู่ในไขกระดูกและมีนิวเคลียส แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้วนิวเคลียสจะหายไป เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจน จากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกายและขนส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายอาหารจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอดเพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก โดยเฉลี่ยเม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 90- 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
–  เซลล์เม็ดเลือดขาว มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง ภายในมีนิวเคลียส ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
–  เกล็ดเลือด เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ที่มีรูปร่างเป็นแผ่นเล็กๆปนอยู่ในน้ำเลือด ไม่มีนิวเคลียส มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผลเล็กๆเกล็ดเลือดจะทำให้เส้นใย ( fibrin ) ปกคลุมบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหล เป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากเกินไป เกล็ดเลือดจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 4 วัน

–  เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า อาร์เทอรี ( Artery )
–  เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ  เรียกว่า เส้นเวน ( Vein )
– เส้นเลือดฝอย ( Capillaries )

เส้นเลือดอาร์เทอรี เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ มีขนาดต่างๆกัน ขนาดใหญ่คือ เอออร์ตา มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลาประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ไม่มีลิ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี ประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ มีผนังหนา สามารถรับแรงดันเลือด ซึงเป็นแรงดันค่อนข้างสูง อันเป็นผลเนื่องมาจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่าซ้าย ความดันของเลือดจะสูงมากในเส้นเลือดอาร์เทอรีใกล้หัวใจ คือ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า เอออร์ตา และค่อยๆลดลงตามลำดับเมื่ออยู่ห่างจากหัวใจไปเรื่อยๆจนถึงอวัยะต่างๆดังนั้นการวัดความดันเลือด เส้นเลือดที่เหมาะสำหรับวัดความดันเลือดคือเส้นอาร์เทอรีที่ต้นแขน  ผู้ใหญ่อายุ 20 – 30 ปี มีความดันเลือดปกติประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขข้างหน้า ( 120 )หมายถึง ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่าความดันซิสโทลิก ( Systolie pressure ) ตัวเลขข้างหลัง( 80 ) หมายถึงความดันดลหิตของหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก ( Diastolie pressure )  ที่เรียกว่า การจับชีพจร ซึ่งชีพจร ( pluse ) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจ จงหวะการหยืดหยุ่นของเส้นเลือดอาร์เทอรีเป็นไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ สำหรับการเต้นของหัวใจปกติประมาณ 72 ครั้งต่อนาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะต่างๆ เช่น เพศ วัย อิริยาบท โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
2. หัวใจ ( heart ) หัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะรับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดเข้าทางหัวใจห้องบนซ้ายผ่านต่อมายังหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อส่งออกไปยังอวัยวะต่างๆขอองร่างกายและจะรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากส่วนต่างๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจทางหัวใจห้องบนขวา และผ่านไปยังหัวใจห้องล่างขวาเพื่อส่งไปยังปอด เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนและกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหมุนเวียนตลอดเวลาอย่างเป็นระบบ
หรือกล่าวได้ว่าเลือดดำ ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำ )จากส่วนต่างๆ ของร่างกายไหลเข้าหัวใจทางหัวใจห้องบนขวาโดยเลือดจากส่วนบนของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจทางเส้นเลือดซุปิเรียเวนาคาวาและเลือดจากส่วนล่างของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาทางเส้นเลือดอินพีเรียเวนาคาวา จากนั้นหัวใจห้องบนขวาจะหดตัวให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจลงสู่หัวใจห้องล่างขวาแล้วหัวใจห้องล่างขวาจะบีบตัวให้เลือดไปเข้าไปในเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรีจากหัวใจไปยังปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด แล้วจ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอดแล้วรับแก๊สออกซิเจนเข้ามาแทนเป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ) แล้วไหลออกจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายทางเส้นเลือดพัลโมนารีเวนจากนั้นหัวใจห้องบนซ้ายจะบีบเลือดลงไปที่หัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อให้หัวใจห้องล่างซ้ายบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป

6.  ระบบน้ำเหลือง ทำหน้าที่ช่วยระบบของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์  อวัยวะสำคัญของระบบนี้ได้แก่  ต่อมน้ำเหลือง  ท่อน้ำเหลือง  และม้าม

ระบบน้ำเหลือง เป็นระบบไหลเวียนของของเหลวที่ช่วยลำเลียงสารต่างๆกลับเข้าสู่เส้นเลือดประกอบด้วย น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลืองและ อวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม              ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล
1. น้ำเหลือง (lymph) เป็นของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในท่อน้ำเหลือง มีลักษณะใส ไม่มีเกล็ดเลือด มีส่วนประกอบคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า เนื่องจากโปรตีนโมเลกุลเล็กเท่านั้นที่สามารถลอดผนังหลอดโลหิตฝอยออกมาอยู่ในน้ำเหลืองได้ นอกจากนี้ยังมีสารอื่น ๆ อีก ได้แก่ เอนไซม์ ฮอร์โมน แบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำ
2. ท่อน้ำเหลือง (lymphatic vessel) เป็นท่อซึ่งมีขนาดต่างๆ กันกระจายอยู่ทั่วร่างกายมีลักษณะคล้ายหลอดเลือดดำ แต่ผนังบางกว่าและมีลิ้น (Valve) มากกว่า ทางเดินของท่อน้ำเหลืองจะทอดขนานไปกับหลอดเลือดดำ และหลอดทางเดินของท่อน้ำเหลืองจะมีกลุ่มของต่อมน้ำเหลืองเป็นกลุ่มๆ น้ำเหลืองจากท่อน้ำเหลืองตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ต่อไป

3. อวัยวะน้ำเหลือง ในระบบน้ำเหลืองจะมีอวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไทมัส ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ต่อมน้ำเหลือง (lymph nodes) มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว มีขนาดตั้งแต่เท่าหัวเข็มหมุดไปจนถึงขนาดเท่าเมล็ดถั่วดำ พบได้ทั่วไปตามใต้ผิวหนัง และอวัยวะภายใน ภายในต่อมน้ำเหลืองมีเนื้อเยื่อและเม็ดเลือดขาวต่อมน้ำเหลืองใหญ่จะอยู่เป็นกลุ่ม เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ และบริเวณขาหนีบ เป็นต้น ถ้ามีการติดเชื้อจะมีอาการบวมโต ต่อมน้ำเหลืองมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ กรองและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกาย
ม้าม (spleen) เป็นต่อมน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม มีสีม่วง มีหน้าที่สำคัญ คือ
1. สร้างเม็ดเลือดทุกชนิด ให้แก่ทารกในครรภ์มารดา
2. สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟโซต์
3. ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้วม้ามจะเก็บธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงไว้เพื่อสร้างฮีโมโกลบินอีก
4. เป็นคลังเก็บเลือดไว้ใช้ในภาวะจำเป็น เช่น เสียเลือดออกกำลังกาย
5. สร้างภูมิคุ้มกันโรค และทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
ต่อมทอนซิล (Tonsil) เป็นกลุ่มต่อมน้ำเหลือง ตั้งอยู่ส่วนหลังของช่องปาก และคอ                ทำหน้าที่กำจัดสารที่เป็นพิษต่อร่างกายและสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจตอนบน
ต่อมไทมัส (thymus gland) อยู่บริเวณรอบเส้นเลือดใหญ่ของหัวใจ ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

ภูมิคุ้มกันโรค (Immunity) คือ การที่ร่างกายสามารถป้องกันหรือต่อต้านโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้ โดยร่างกายจะสร้าง สารประเภทโปรตีนที่เรียกว่าแอนติบอดี (Antibody) ไว้ในเลือดเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดีอาจมีเพียงชั่วคราวหรือตลอดไปก็ได้ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราเรียกว่า แอนติเจน (Antigent)

1. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น แบ่งออกป็น 2 ประเภท คือ
1.1 ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นภายหลังจากการหายป่วยหรือติดเชื้อโรค โดยเกิดจากการที่ร่างกายได้รับ สัมผัสกับแอนติเจนหรือเชื้อโรค ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไป สิ่งแปลกปลอมนั้นก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น หรือแอนติบอดีขึ้น เช่น เมื่อร่างกายได้รับเชื้อคางทูมเข้าไป ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อคางทูมนั้น
1.2 ภูมิคุ้มกันโรคที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการฉีดวัคซีน เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน หรือทอกซอยด์
2. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายรับมา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากแม่ เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ทารกเกิดใหม่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยผ่านทางสานสะดือ และมีบางส่วนที่ได้รับทางน้ำนมหลังจากคลอดแล้ว ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่นี้จะมีผลคุ้มกันเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นและป้องกันได้เฉพาะบางโรค
2.2 ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้จากการฉีดเซรุ่ม เป็นการให้ภูมิคุ้มกันโรคในทันที เพื่อป้องกันโรคร้ายแรง เช่น เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และเซรุ่มแก้พิษงูวัคซีนคือ การนำแอนติเจนซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ไม่สามารถทำอันตรายเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้แอนติเจนไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ทำปฏิกิริยาจำเพาะต่อแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมชนิดนั้นๆ การนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกายทำได้โดยการฉีด กิน หรือปลูกฝี ซึ่งวิธีนี้อาจใช้เวลานับสัปดาห์หรือเดือน กว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคได้
การให้วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง และโรคบางโรคได้สูญหายไปจากโลก ส่วนหนึ่งคงเนื่องจากการนำวัคซีนมาใช้ เช่น โรคฝีดาษ และโรคบางโรคกำลังใกล้จะถูกกำจัดให้หมดไป เช่น โรคโปลิโอ  บางครั้งคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าวัคซีนเป็นของที่มีไว้เพื่อใช้สำหรับเด็กเท่านั้นแต่ที่จริงแล้ว วัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน เช่น วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

เซรุ่ม (Serum) คือ น้ำเลือดที่มีแอนติบอดีเมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้รักษาโรคได้ทันที เพราะเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่สัตว์สร้างขึ้น เซรุ่มอาจทำได้โดยฉีดเชื้อโรค ที่อ่อนฤทธิ์ลงแล้วเข้าไปใน ม้าหรือกระต่าย เมื่อม้าหรือกระต่ายสร้างแอนติบอดีขึ้นในเลือด เราจึงดูดเลือดม้าหรือกระต่ายที่เป็น น้ำใส ๆ ซึ่งมีแอนติบอดีอยู่ นำมาฉีดให้กับผู้ป่วย ตัวอย่างของเซรุ่ม เช่น เซรุ่มป้องกันโรคคอตีบ เซรุ่มป้องกันโรคบาดทะยัก เซรุ่มป้องกันโรคไอกรน เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เซรุ่มแก้พิษงู เป็นต้น
ลักษณะเซรุ่ม เป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน ซึ่งลอยอยู่เหนือลิ่มเลือด ถ้าเจาะเลือดออกมาใส่หลอดแก้วตั้งทิ้งไว้ เลือดจะแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดแล้วจะหดตัว เซรุ่มจะลอยอยู่เหนือลิ่มเลือดนั้น
เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอย่างไร ?
เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเซรุ่มส่วนของน้ำใสของเลือดที่ได้จากม้าหรือคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ในเซรุ่มจะมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้าในปริมาณที่มากเซรุ่มจะไปทำลายเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ถูกสุนัขบ้ากัด โดยการฉีดรอบ ๆ แผลก่อนจะก่อโรค และก่อนที่ภูมิต้านทานของร่างกายจะสร้างขึ้น
เซรุ่มแก้พิษงู
เซรุ่มคือสารซึ่งผลิตขึ้นจากพิษงู หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกว่านั้น เซรุ่มก็คือน้ำเหลืองจากเลือดของสัตว์ เช่นม้า ที่ได้รับการฉีดพิษงู ที่ถูกผสมให้จางตามวิธีการ ทีละน้อย จนมีความต้านทานพิษงูได้ดี แล้วดูดเลือดจากม้า เอาน้ำเหลืองของเลือดซึ่งได้กลาย เป็นเซรุ่ม แล้ว มาฉีดคนที่ถูกงูกัดแก้พิษงูได้ การสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยการใช้วัคซีนหรือเซรุ่มนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ ข้อดีของวัคซีน คือ ไม่เกิดอาการแพ้รุนแรง และทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นาน ข้อเสียของวัคซีน คือ ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ข้อดีของเซรุ่ม คือ ร่างกายสามารถนำเซรุ่มไปใช้ต้านทานโรคได้ทันที ข้อเสียของเซรุ่ม คือ ผู้ที่ได้รับเซรุ่มอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้  ร่างกายมีกระบวนการต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการมีสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายหรือเกิดขึ้นในร่างกายเอง ภูมิคุ้มกันร่างกาย มีไว้เพื่อป้องกันตัวเองให้พ้นจากอันตรายหรือโทษที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ถ้าภูมิคุ้มกันน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดโรค ต่างๆ ได้ง่าย แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกันมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดโรคได้เช่นกันเป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านแอนติเจนบางอย่าง เช่น การแพ้สารเคมีในบ้าน ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ อาหารทะเล และอากาศ อาการอาจไม่รุนแรงแต่จะมีอาการต่อเนื่อง ต้องได้รับ การรักษาตลอดเวลา จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า โรคนี้อาจเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมด้วย อาการของ โรคภูมิแพ้
อาการทางผิวหนัง จะมีอาการคันตามบริเวณผิวหนัง มีผื่นแพ้ซึ่งเป็นได้ทั้ง ตุ่มเล็กๆ ไปจนถึงตุ่มที่เป็นปื้นขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าลมพิษ
อาการทางตา จะมีอาการในลักษณะการคันในดวงตา น้ำตาไหลบ่อย ตาแดง
อาการแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง ในทางการแพทย์เรียกชื่อโรคในภาษาอังกฤษคือ Allergic rhinitis แปลเป็นภาษาไทยว่า “โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ” จมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจเพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม โดยติดที่ขนจมูกและใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม เยื่อจมูกยังมีหน้าที่ ผลิตสารเยื่อเมือกเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมโพรงจมูกอักเสบ การที่โพรงจมูกเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อตนเอง (autoimmunity) เช่น โรคเอสแอลอี (systemmiclupus erythematous) อาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (จากปอดอักเสบหรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (หัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน
สาเหตุการเกิดโรค เป็นความผิดปกติที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ต่อต้านดีเอ็นเอในเซลล์ตนเอง ออโตอิมมูน (autoimmune) รวมกับแอนติเจนในร่างกาย เกิดเป็นอิมมูนคอมเพล็กซ์ และเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง บางครั้งการทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง เกิดจากแอนติบอดีโดยตรง เช่น ทำลายเม็ดเลือดแดง ทำลายเกล็ดเลือด โดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถสร้างความแตกต่างได้ว่า เซลล์ใดเป็นของตนเอง และเซลล์ใดเป็นของแอนติเจน จึงจะสร้างแอนติบอดีจำเพาะมาทำลายแอนติเจนเท่านั้น แต่จะไม่ทำลายเซลล์ของตนเอง ในบางกรณีถ้าเกิดภาวะผิดปกติเกิดขึ้น กลไกการควบคุมเสียไปทำให้แอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอสแอลอี จะต้องดูแลรักษาตนเองควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทางการ แพทย์อย่างสม่ำเสมอ

อาการผิดปกติที่พบ คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็กๆ (ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า) ทั้งสองข้าง คล้ายๆ กับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการ) ทำให้กำมือลำบาก อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไป เป็นเดือน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังจะมีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่จมูกทั้งสองข้าง ทำให้มีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อเรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (butterfly rash) บางรายมีอาการแพ้แดด คือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงขึ้นและผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจน อาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรงขึ้น บางรายอาจมีจุดแดง (petichiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ ก่อนมีอาการอื่นๆ บางรายอาจมีผมร่วงมาก มีจ้ำแดงๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ตับม้ามโต หรือ มีภาวะซีดโลหิตจาง (จากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย) ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว หายใจหอบ (จากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในช่องปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมองอาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นปี

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (AIDS) ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิด HIV (Human Immunodeficiency Virus) เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อ HIV จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลงหรือบกพร่อง ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อจะป่วยเป็นโรคติดต่อได้ง่ายกว่าคนปกติ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเริม โรคท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดได้ง่าย การติดต่อของโรคติดได้ โดยทางเลือดและของเหลวจากร่างกาย เช่น การร่วมเพศ และการถ่ายเลือด AIDS Virus

การติดต่อ
1. การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่ การมีแผลเปิด และจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
2. การรับเชื้อทางเลือด
– ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อเอดส์ ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง
– รับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100%
3. ทารก ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อ HIV จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30 จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ HIV จากแม่ได้
อาการ : เอดส์ คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกายไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไปขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสจำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกายถ้ามีการติดเชื้ออาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค
ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร  ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว
ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก งูสวัด เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง
ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’ssarcoma)และมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน

7.  ระบบหายใจ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ  ได้แก่  จมูก  ปาก                 คอหอย  กล่องเสียง  หลอดลม  และส่วนที่ทำหน้าที่หายใจ  คือ  ถุงลม  ระบบหายใจจะทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนที่หายใจเข้าไปกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดและรักษาสมดุลของความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย  มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้
1.จมูก (Nose)
จมูกส่วนนอกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตรงกึ่งกลางของใบหน้า รูปร่างของจมูกมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหน้าผากระหว่างตาสองข้าง สันจมูกหรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน ยื่นตั้งแต่ฐานออกมาข้างนอกและลงข้างล่างมาสุดที่ปลายจมูก อีกด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมห้อยติดกับริมฝีปากบนรู จมูกเปิดออกสู่ภายนกทางด้านนี้ รูจมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่หายใจเข้าไปยังช่องจมูกและกรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx)
เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 ” หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูก จึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก กับ หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า “ลูกกระเดือก” ในผู้ชายเห็นได้ชัดกว่าผู้หญิง
3. หลอดเสียง (Larynx)
เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจริญเติยโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากสายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะรูปร่างของหลอดลมเป็นหลอดกลมๆ ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือรูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U ที่วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเรียบมายึดติดกัน การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำให้เปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่จะแฟบเข้าหากันได้โดยแรงดันจากภายนอก จึงรับประกันได้ว่าอากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลังช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้ายและขวา เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กในปอดหรือที่เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus) ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากที่สุด จึงเป็นบริเวณแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์
5. ปอด (Lung)
ปอดมีอยู่สองข้าง วางอยู่ในทรวงอก มีรูปร่างคล้ายกรวย มีปลายหรือยอดชี้ขึ้นไปข้างบนและไปสวมพอดีกับช่องเปิดแคบๆของทรวงอก ซึ่งช่องเปิดแคบๆนี้ประกอบขึ้นด้วยซี่โครงบนของกระดูกสันอกและกระดูกสันหลัง ฐานของปอดแต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม
ระหว่างปอด 2 ข้าง จะพบว่ามีหัวใจอยู่ ปอดข้างขวาจะโตกว่าปอดข้างซ้ายเล็กน้อย และมีอยู่ 3 ก้อน ส่วนข้างซ้ายมี 2 ก้อน
หน้าที่ของปอดคือ การนำก๊าซ CO2 ออกจากเลือด และนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด ปอดจึงมีรูปร่างใหญ่ มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายฟองน้ำ
6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้น และเป็นมันลื่น หุ้มผิวภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิวหนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอดซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด


กระบวนการในการหายใจ

ในการหายใจนั้นมีโครงกระดูกส่วนอกและ กล้ามเนื้อบริเวณอกเป็นตัวช่วยขณะหายใจเข้า กล้าม เนื้อหลายมัดหดตัวทำให้ทรวงอกขยายออกไปข้างหน้า และยกขึ้นบน ในเวลาเดียวกันกะบังลมจะลดต่ำลง การกระทำทั้งสองอย่างนี้ทำให้โพรงของทรวงอกขยาย ใหญ่มากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหยุดทำงานและหย่อนตัวลง ทรวงอกยุบลงและความดันในช่องท้องจะดันกะบังลม กลับขึ้นมาอยู่ในลักษณะเดิม กระบวนการเช่นนี้ทำให้ ความดันในปอดเพิ่มขึ้น เมื่อความดันในปอดเพิ่มขึ้นสูง กว่าความดันของบรรยากาศ อากาศจะถูกดันออกจาก ปอด ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยประการแรกที่ทำให้ อากาศมีการเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นั้น เกิด จากความดันที่แตกต่างกันนั่นเอง

การแลกเปลี่ยนก๊าซและการใช้ออกซิเจน
เมื่อเราหายใจเข้า อากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะ ของระบบหายใจไปยังถุงลมในปอด ที่ผนังของถุงลมมีหลอดเลือดแดงฝอยติดอยู่ ดังนั้นอากาศจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับเม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่านผนังนี้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง และคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะออกจากเม็ดเลือดผ่านผนังออกมาสู่ถุงลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ 20 แต่อากาศที่เราหายใจมีออกซิเจนร้อยละ 13

8.  ระบบย่อยอาหาร การย่อยอาหาร (Digestion) หมายถึงการแปรสภาพของสารอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่และละลายน้ำไม่ได้ ให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็กลงจนสามารถละลายน้ำ และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยอาศัยกระบวนการทางเชิงกลและกระบวนการทางเคมี
ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร
การย่อยอาหารเป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
การย่อยมี 2 ลักษณะคือ
1. การย่อยเชิงกล เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอ็นไซม์มาช่วย เป็นการบดเคี้ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง ได้แก่ การบดเคี้ยวอาหารในปาก
2. การย่อยทางเคมี เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอ็นไซม์ (หรือน้ำย่อย)มาช่วย ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาด เล็กลง เช่นการเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาล
สารและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยในกระเพาะอาหาร
1. HCl มี pH อยู่ระหว่าง 0.9-2.0
2. Pepsinogen เป็น Proenzyme ต้องได้รับ HCl จึงเปลี่ยนเป็นเพปซิน (Pepsin) สำหรับย่อยโปรตีนเป็นเพปไทด์ ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโน 4-12 โมเลกุล
3. Prorennin เป็น Proenzyme ต้องได้รับ HCl จึงเปลี่ยนเป็นเรนนิน (Rennin) สำหรับย่อยโปรตีนในน้ำนม
4. Lipase สร้างขึ้นในปริมาณน้อยมาก เพราะสภาพเป็นกรดของกระเพาะอาหาร
5. Gastrin เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่กระตุ้นให้ Parirtal Cell หลั่ง HCl ออกมา
การย่อยอาหารจะเริ่มตั้งแต่อาหารเข้าสู่ร่างกายโดยผ่าน ปาก ลิ้น ฟัน ต่อจากนั้นอาหารจะถูกลืนผ่านลำคอไปตามอวัยวะต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้
ปาก เป็นอวัยวะแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในปากจะมีส่วนประกอบดังนี้
-ฟัน ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง
-ต่อมน้ำลาย จะขับน้ำลายซึ่งมีน้ำย่อย ไทอะลิน(Ptyalin) ออกมาคลุกเคล้ากับอาหาร และช่วยใน การย่อยอาหารจำพวกแป้งให้เป็นน้ำตาล
-ลิ้นจะช่วยกวาด,คลุกเคล้าอาหาร และส่งอาหารที่เคี้ยวลงสู่หลอดอาหาร
หลอดอาหาร ท่อลำเลียงอาหารอยู่ด้านหลังของหลอดลมและทะลุกระบังลมไปต่อกับปลายบนของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่เคี้ยวแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดของผนังกล้ามเนื้อ

กระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะที่ต่อจากหลอดอาหาร ในกระเพาะจะขับน้ำย่อยเพบซิน(Pepsin) ซึ่งจะย่อยอาหารโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง จากนั้นจะส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก การย่อยและดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ ลำไส้เล็กมีรูปร่างเป็นท่อยาวประมาณ 15 ฟุต มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ภายในลำไส้เล็กจะมีส่วนที่ยื่นออกมาจำนวนมากเรียกว่า วิลไล(villi) ภายในวิลไลมีเส้นเลือดฝอยและน้ำเหลืองช่วยดูดซึมอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์ การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก เป็นการย่อยขั้นสุดท้าย ซึ่งต้องอาศัยเอ็นไซม์จากลำไส้เล็กเองและจากตับอ่อนในการย่อยอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน นอกจากนี้ยังมีน้ำดีซึ่งสร้างโดยตับและสะสมไว้ในถุงน้ำดี อาหารที่ย่อยแล้วซึมเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาหารที่เหลือจากการถูกดูดซึมจะเคลื่อนที่ลงสู่ลำไส้ใหญ่ เพื่อถ่ายออกจากร่างกายเป็นอุจจาระต่อไป
ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนสุดท้ายของระบบย่อยอาหาร อยู่ติดกับลำไส้เล็ก ตรงรอยต่อจะมี ไส้ติ่ง(Vermiform appendix)ติดอยู่ ในลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร แต่จะมีการดูดซึมน้ำเข้าสู่ร่างกาย และส่งกากอาหารที่เหลือออกสู่ทวารหนักเป็นอุจจาระ

การปฏิบัติตนในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบ
1. รับประทานอาหารให้ครบทุกประเภทในแต่ละมื้อ และรับประทานอาหารแต่พอควร ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป โดยเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
2. รับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ ๆ
3. ไม่รับประทานอาหารพร่ำเพรื่อ จุกจิก และทานให้ตรงเวลา
4. อย่ารีบรับประทานอาหารขณะกำลังเหนื่อย
5. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไป
6. ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาและสม่ำเสมอ

9.  ระบบขับถ่าย ประกอบด้วย  ไต  ท่อไต  กระเพาะปัสสาวะ  ท่อปัสสาวะ  ผิวหนัง  และลำไส้ใหญ่  มีหน้าที่กำจัดของเสียในรูปของเหลว  และช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย  ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์ ร่างกายต้องใช้พลังงาน การเผาผลาญพลังงานจะเกิดของเสีย ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท
1.  สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย
2.  สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ
ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ

  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ

การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก

สาเหตุของอาการท้องผูก

  1. กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย
  2. กินอาหารรสจัด
  3. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน
  4. ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป
  5. สูบบุหรี่จัดเกินไป
  6. เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก

โดยปกติ กากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิด อุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม

การขับถ่ายของเสียทางปอด

เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจาก ร่างกายทางจมูก

การขับถ่ายของเสียทางไต
จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไต โดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ
ไต
มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก
กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้

  • ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ
  • ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น
  • การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น

การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง
ในผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ในเหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99เปอร์เซ็นต์ สารอื่น ๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์ พวกยูเรีย และมีน้ำตาล แอมโมเนีย กรดแลคตริก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย
ประโยชน์ของการระเหยของเหงื่อ
คือ เป็นการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยระบายความร้อนไปกับเหงื่อที่ระเหย ปริมาณเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส

ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ
การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย ไต ตับและลำไส้ เป็นต้น การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้

การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้
การดื่มน้ำ การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ

การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย

  1. ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ
  2. ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ
  3. ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน
  4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  5. ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์

10.  ระบบต่อมไร้ท่อ ประกอบด้วยต่อมไร้ท่อทุกชนิด  เช่น  ต่อมหมวกไต  ต่อมไทรอยด์  ต่อมใต้สมอง  และต่อมอื่นๆ

ระบบต่อมไร้ท่อ เป็นระบบที่สำคัญระบบหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายใน ร่างกายให้ทำงานประสานกัน โดยอาศัยสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนจะถูกขนส่งไปสู่ อวัยวะทั่วร่างกาย แต่จะออกฤทธิ์หรือมีผลต่ออวัยวะและเซลล์
บางตัวเท่านั้น ซึ่งต่อมไร้ท่อใน มนุษย์มีทั้งหมด 9 ต่อม ดังนี้

1. ต่อมใต้สมอง ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ เช่น
1) Growth Hormone เป็นฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะ กระดูกและกล้ามเนื้อ
2) Thyroid Stimulating Hormone เป็นฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้าง ไทร็อกซินเพิ่มขึ้น
3) Gonadotrophic Hormone เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเซลล์สืบพันธุ์
4) Antidiuretic Hormone เป็นฮอร์โมนช่วยในการดูดน้ำกลับของท่อไต เพื่อรักษา ระดับน้ำของร่างกาย
5) Melatonin เป็นฮอร์โมนกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น
2. ต่อมไทรอยด์ ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ คือ ไทร็อกซิน โดยใช้ไอโอดีนเป็นวัตถุดิบในการ สร้างฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนไทร็อกซินมีหน้าที่สำคัญ ดังนี้
1) ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก สมอง และระบบประสาท
2) ช่วยในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อเป็นผู้ใหญ่
3) ช่วยควบคุมอัตราเมตาบอลิซึมในร่างกาย
3. ต่อมพาราไทรอยด์ ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญชื่อพาราฮอร์โมน ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการ ควบคุมเมตาบอลิซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย การสร้างกระดูกและควบคุมบทบาท ของวิตามินดีในร่างกาย โดยวิตามินดีจะรวมกับฮอร์โมนพาราฮอร์โมนในการสลายแคลเซียมออก จากกระดูกเพื่อรักษาระดับปกติของแคลเซียมในพลาสมา

4. ตับอ่อนส่วนที่เป็นต่อมไร้ท่อ จะผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ดังนี้
1) อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยช่วยให้กลูโคสผ่าน เข้าเซลล์และเปลี่ยนส่วนหนึ่งเป็นไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับ ปกติ
2) กลูคากอน เป็นฮอร์โมนที่ทำงานตรงข้ามกับอินซูลิน คือ ทำให้ระดับน้ำตาลใน เลือดสูงขึ้น
5.ต่อมหมวกไต ( adrenal gland ) เป็นก้อนสีเหลืองๆ อยู่เหนือไตข้างละ 1 ต่อม ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือควบคุมของ ACTH จากต่อมใต้สมองตอนหน้า แบ่ง ฮอร์โมนออกเป็น 3 กลุ่ม ที่สำคัญ คือ
1. Glucocorticoid hormone ทำหน้าที่ควบคุมเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต โดยเปลี่ยนไกลโคเจนในตับ และกล้ามเนื้อให้เป็นกลูโคส ในวงการแพทย์ใช้เป็นยาลดการอักเสบและรักษาโรคภูมิแพ้ ถ้ามีฮอร์โมนนี้มากเกินไป จะทำให้อ้วน อ่อนแอ หน้ากลมคล้ายดวงจันทร์ หน้าท้องลาย น้ำตาลในเลือดสูง
2. Mineralocorticoid hormone ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ฮอร์โมนสำคัญกลุ่มนี้ คือ aldosterone ช่วยในการทำงานของไตในการดูดกลับ Na และ Cl ภายในท่อไต ถ้าขาด aldosterone จะทำให้ร่างกาย สูญเสียน้ำและโวเดียมไปพร้อมกับปัสสาวะ ส่งผลให้เลือดในร่างกายลดลง จนอาจทำให้ผู้ป่วยตาย เพราะความ ดันเลือด ต่ำ
3. Sex hormone ฮอร์โมนเพศช่วยควบคุมลักษณะทางเพศที่สมบูรณ์ทั้งชายและหญิง
4. อะดรีนัลเมดัลลา ( adrenal medulla ) เป็นเนื้อชั้นในของต่อมหมวกไต อยู่ภายใต้การควบคุมของ sympathetic ถูกกระตุ้นในขณะตกใจ เครียด กลัว โกรธ เนื้อเยื่อชั้นนี้จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ชนิด คือ
4.1) Adrenalin hormone หรือ Epinephrine hormone กระตุ้นให้หัวใจบีบตัวแรง เส้นเลือดขยายตัว เปลี่ยน glycogen ในตับให้เป็นกลูโคสในเลือด
4.2) Noradrenlin hormone หรือ Norepinephrine hormone กระตุ้นให้เส้นเลือดมีการบีบตัว             ผลอื่นคล้ายๆ adrenalin แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า

5. ต่อมเพศ ในเพศชายคือ อัณฑะ ในเพศหญิงคือรังไข่ ซึ่งมีหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ และสร้างฮอร์โมน ดังนี้

1) ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสทอสเตอโรน ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมการ เจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของเพศชาย
2) ฮอร์โมนเพศหญิง คือ อีสโตรเจน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของอวัยวะ สืบพันธุ์ และลักษณะต่างๆ ของความเป็นเพศหญิง แล้วฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะทำหน้าที่ระงับ ไม่ให้ไข่สุกระหว่างตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้มีประจำเดือนระหว่างตั้งครรภ์
6. ฮอร์โมนจากรก หลังจากตั้งไข่ประมาณ 10 วัน เซลล์ของรกจะเริ่มหลั่งฮอร์โมน ชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งจะพบในเลือดและในปัสสาวะของผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงใช้เป็นตัว ทดสอบการตั้งครรภ์ของผู้หญิงได้
7. ต่อมเหนือสมอง
1. ฮอร์โมนประสาท ( ..RH , …IH ) กระตุ้นและยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองส่วนหน้า , ส่วนกลาง
2. Oxytocin กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้หดตัวเพื่อช่วยลดในการคลอด และ ให้ตัวอสุจิเคลื่อนภายในมดลูก , กระตุ้นการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนม
เพื่อหลั่งน้ำนม
3. ADH ( Antidiuratic Hormone ) หรือ Vasopressin กระตุ้นให้เส้นเลือดแดงเล็กๆ หดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น , กระตุ้นให้ท่อของหน่วยไต
ส่วนท้ายและส่วนรวมมีการดูดน้ำกลับคืน ถ้าร่างกายขาด ADH จะปัสสาวะมาก ทำให้เกิดโรคเบาจืด ( Diabetes inspidus : DS )
8. ฮอร์โมนจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์
สรุปได้ดังนี้
1. glucagon สร้างจากแอลฟาเซลล์ เป็นเซลล์ขนาดใหญ่อยู่ภายนอก ทำหน้าที่เปลี่ยน glycogen ในตับและกล้ามเนื้อให้เป็นglucose ในเลือด
2. insulin สร้างจากเบตาเซลล์ เป็นเซลล์ขนาดเล็กอยู่ภายใน ทำหน้าที่เปลี่ยน glucose ในเลือดให้เป็น glycogen ในตับ ถ้า ขาด insulin ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ( diabetes mellitus ) ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต

9. ต่อมไทมัส
สร้างฮอร์โมน ไทโมซิน ไปอวัยวะเป้าหมาย คือ เนื้อเยื่อของต่อไทมัส ไปกระตุ้นการสร้าง T-lymphocyte ของต่อมไทมัส เจริญเต็มที่ตั้งแต่ทารกยัง
อยู่ในครรภ์มารดาและจะเสื่อมสภาพและฝ่อไปเรื่อยๆตามอายุตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น ( สร้าง เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี )

11.  ระบบสืบพันธุ์ เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการสืบทอดเผ่าพันธุ์ไปสู่รุ่นใหม่
การสืบพันธุ์ของคน
การสืบพันธุ์ หมายถึง  การเพิ่มจำนวนหรือให้กำเนิดลูกหลานที่เหมือนพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์
การสืบพันธุ์ของคนเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ซึ่งต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย  วัยที่สามารถสืบพันธุ์ได้เรียกว่า วัยเจริญพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย
1.  อัณฑะ ( Testis ) ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ  ( Sperm ) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและสร้างฮอร์โมนเพศชายเพื่อควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของเพศชาย เช่น การมีหนวดเครา เสียงห้าวเป็นต้น  ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ
2. ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ
3. หลอดเก็บตัวอสุจิ อยู่ด้านบนของอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิ เพื่อให้เซลล์เจริญเติบโตเต็มที่
4. หลอดนำอสุจิ อยู่ต่อจากหลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ

5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ เช่น น้ำตาลฟรักโตส วิตามิน โปรตีน เป็นต้น
6. ต่อมลูกหมาก อยู่ตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่เบสอ่อน ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ
7. ต่อมคาวเปอร์ อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว ตัวอสุจิจะออกสู่ ภายนอก ร่างกายตรงปลายสุดขององคชาติ  เพศชายจะสร้างเซลล์อสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปีและสร้างไปตลอดชีวิต  ตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกร่างกายจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชั่วโมง  แต่ถ้าอยู่ในมดลูกของหญิงจะอยู่ได้นานประมาณ 24-48 ชั่วโมง

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย
1. รังไข่ ( Ovary ) มี 2 ข้าง ทำหน้าที่ผลิตไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง โดยปกติไข่จะสุกเดือนละใบจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือนและออกจากรังไข่ทุกเดือน เรียกว่า การตกไข่ ตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิงจะมีการผลิตไข่ได้ทั้งหมด 400 ใบ โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 12- 50 ปี เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง  นอกจากนี้รังไข่ ยังทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมลักษณะเพศหญิง เช่น เสียงเล็กแหลม เต้านมขยายและมีสะโพกผาย
2.  ท่อนำไข่ หรือปีกมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่เรียกว่า ปากแตร ซึ่งทำหน้าที่โบกพัดให้ไข่ ที่ตกมาจากรังไข่เข้าไปในท่อนำไข่ ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
3. มดลูก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
4.  ช่องคลอด ทำหน้าที่เป็นทางผ่านออกของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางผ่านออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด และเป็นทางที่ประจำเดือนออกมาด้วย

การปฏิสนธิ  การตั้งครรภ์ และการคลอด

การปฏิสนธิ คือ การที่นิวเคลียสของเซลล์อสุจิเข้ารวมตัวตัวนิวเคลียสของเซลล์ไข่ เกิดเป็นไซโกตหลังจากนั้นอีก 30-37 ชั่วโมง ไซโกตจะแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 จาก2 เป็น 4 จนได้กลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า เอ็มบริโอ ( Embyo ) เอ็มบริโอนี้จะเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูกซึ่งหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ และเมื่อตัวอ่อนฝังตัว ที่ผนังมดลูกจะมีการพัฒนาอวัยวะพิเศษของตัวอ่อนคือรก ซึ่งทำหน้าที่ดูดซึมอาหารและออกซิเจนจากผนังมดลูกของแม่ส่งมาเลี้ยงตัวอ่อน ดังนั้นขณะที่ทารกอาศัยอยู่ ในครรภ์จะได้รับอาหารและอากาศโดยผ่านทางรก หลอดเลือดจากรกจะเชื่อมต่อกับตัวทารกทางสายสะดือขณะที่ทารกเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ ทารกจะอาศัยอยู่ใน ถุงน้ำคร่ำ ซึ่งทำหน้าที่ช่วยป้องกันอันตราย  ทารกจะเจริญเติบโตในครรภ์มารดาประมาณ 38 สัปดาห์หรือ 9 เดือน

หรือ 280 วันนับจากวันแรก ของการมีประจำเดือน ครั้งสุดท้าย  เมื่อครบกำหนดคลอด รกจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทารกเตรียมพร้อมที่จะคลอด และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวแม่ โดยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจะกระตุ้นให้ กล้ามเนื้อผนังมดลูกบีบตัว ประกอบกับการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องทำให้ปากมดลูกเปิด ถุงน้ำคร่ำจะแตก มดลูกจะบีบตัวอย่างแรง ดันให้ทารกคลอดออกมาทาง ช่องคลอด โดยปกติส่วนหัวของทารกจะโผล่ออกมาก่อนหลังจากทารกคลอดออกมา แพทย์จะผูกสายสะดือให้แน่นทั้งทางด้านตัวแม่และทาง ด้านตัวลูกก่อนที่จะตัด สายสะดือเพื่อป้องกันการเสียเลือด หลังจากทารกคลอดออกมาประมาณ 10-15 นาที มดลูกจะบีบตัวให้รกหลุดออกมา

เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว น้ำนมแม่เป็นอาหารที่วิเศษที่สุดสำหรับทารก เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ครบถ้วน รวมทั้งโปรตีนที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคทารกที่ดื่ม น้ำนมแม่จะมีสุขภาพแข็งแรงไม่ติดโรคง่าย และการดื่มนมแม่ทารกจะได้รับความรักความอบอุ่นและผูกพันจากแม่

การเกิดฝาแฝด
ฝาแฝดมี 2 ประเภท คือ  ฝาแฝดร่วมไข่  และฝาแฝดต่างกัน
1.  แฝดร่วมไข่
เป็นฝาแฝดที่เกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์ไข่ 1 ใบ และอสุจิ 1 ตัว ขณะที่กำลังเจริญเติบโตเอ็มบริโอมีการแบ่งเซลล์เช่น จาก 1 เป็น 2 และแยกขาดออกจากัน แต่ละส่วนจะเจริญเติบโตเป็นทารกที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์จนกระทั่งคลอด แฝดประเภทนี้จะเป็นเพศเดียวกันเสมอ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน และถ้าได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อเดียวกันจะมีอุปนิสัยและความสามารถที่คล้ายกันมาก ในกรณีที่เอ็มบริโอแบ่งตัว ออกเป็น 2 แต่ไม่แยกออกจากกัน เมื่อทารก เจริญเติบโตจะได้ทารกตัวติดกัน
2.  แฝดต่างไข่ เป็นแฝดที่เกิดจากมีไข่สุกมากกว่า 1 ใบ ไข่แต่ละใบจะมีโอกาสเข้าผสมกับตัวอสุจิแต่ละตัวและเกิดการปฏิสนธิในเวลาใกล้เคียงกัน จะได้เอ็มบริโอเจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูกเดียวกัน แต่แยกรกกันและทารกจะคลอดออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝดชนิดนี้อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้ ส่วนหน้าตาและลักษณะทางพันธุกรรมจะมีลักษณะคล้ายกัน

การคุมกำเนิด
การคุมกำเนิด เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดมีหลายวิธี
1. วิธีธรรมชาติ ใช้วิธีการงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาก่อนมีประจำเดือน 7 วันและ หลังการมีประเดือน 7 วัน
2. การใช้อุปกรณ์ ในเพศชายใช้ถุงยางอนามัย ส่วนในเพศหญิงแพทย์จะเป็นผู้ใส่ให้  เช่นใส่ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย
3. การใช้สารเคมี เช่น ยาโดยการกินยาคุมกำเนิดหรือฉีดยาคุมกำเนิดเพื่อยับยั้งการตกไข่

4. การผ่าตัดทำหมัน ทำได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ในฝ่ายชายแพทย์จะผูกและตัดหลอดนำอสุจิ ส่วนในเพศหญิงแพทย์จะผูกและตักท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าผสมกับไข่

การผสมเทียม
การผสมเทียมเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยไม่ต้องมีการร่วมเพศตามธรรมชาติ เป็นการแก้ปัญหาการมีบุตรยาก ปัญหาเรื่องโรคพันธุกรรม และการเลือกเพศบุตร
ในกรณีที่ฝ่ายชายผิดปกติ เช่นสามีมีอสุจิน้อยกว่าปกติหรือมีตัวอสุจิที่ไม่แข็งแรง หรือในกรณีสามีมีความบกพร่องของหน่วยพันธุกรรมหรือบกพร่องทางโครงสร้าง และการทำงานของระบบสืบพันธุ์ทำให้ไม่สามารถมีลูกได้เอง  แพทย์จะแก้ปัญหาโดยการนำอสุจิฉีดเข้าไปที่บริเวณคอมดลูกของหญิง อสุจิที่นำมาใช้ผสมเทียม อาจนำ มาจากสามีหรืออาจได้จากชายอื่นก็ได้
ในกรณีที่ฝ่ายหญิงผิดปกต เช่นท่อนำไข่ตีบตัน หรือมีพังผืดบริเวณท่อนำไข่จนไข่มาสามารถเดินทางมาผสมกับอสุจิได้ แพทย์จะแก้ปัญหาโดยนำไข่จากรังไข่ของฝ่าย หญิงออกมาเพื่อผสมกับอสุจิภายนอกร่างกาย เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว จึงนำเอาเอ็มบริโอฉีดกลับเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อให้เอ็มบริโอเข้าไปฝังตัวและเจริญเติบโตในมดลูก ต่อไป เราเรียกทารกที่ถือกำเนิดโดยวิธีนี้ว่า เด็กหลอดแก้ว
การทำกิ๊ฟ  เป็นวิธีการผสมเทียมอีกวิธีหนึ่งแพทย์จะให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรกินฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการตกไข่แล้วจะเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิง  เพื่อดูดเซลล์ไข่เข้าไปในหลอดฉีด จากนั้นบรรจุอสุจิที่เตรียมไว้โดยมีฟองอากาศคั่น แล้วฉีดไข่และอสุจิในหลอดกลับเข้าไปในท่อนำไข่ ไข่และอสุจิจะเข้าผสมกันเองภายในท่อนำไข่ตามวิธีธรรมชาติต่อไป  ถ้าไข่ได้รับการผสมก็จะเคลื่อนที่ไปฝังตัวในมดลูก  ถ้าไม่ได้รับการผสมก็จะสลายไป
การทำกิ๊ฟต่างจากเด็กหลอดแก้ว ตรงที่เซลล์ไข่ที่ใส่กลับเข้าไปในร่างกาย ยังไม่ได้รับการผสมต่อเมื่อเข้าไปในท่อนำไข่แล้วอสุจิจึงจะเข้าผสมได้  แต่เด็กหลอดแก้วนั้นได้รับการผสมนอก ตัวแม่จนปฏิสนธิแล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกแม่

1.  โครงงานวิทยาศาสตร์  หมายถึง

2.  อธิบายความสำคัญของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

3.  โครงงานวิทยาศาสตร์มีกี่ประเภท  อะไรบ้าง  จงอธิบาย

โครงงานวิทยาศาสตร์

ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์  คือ กิจกรรมสำหรับนักเรียนในการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยตนเอง โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้คำแนะนำปรึกษาของครูหรือผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรมนี้อาจทำเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ และจะกระทำในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได้ โดยไม่จำกัดสถานที่ เช่น อาจทำนอกห้องเรียน ในห้องปฏิบัติการ หรือนอกโรงเรียน หรือแม้กระทั่งที่บ้านของนักเรียนก็ได้

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์นี้เรียกได้ว่า เป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นสำหรับนักเรียน

หลักการของกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์

1. เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยนักเรียนจะเป็นผู้ริเริ่มวางแผน และดำเนินการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางและให้คำปรึกษา

2. เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการกำหนดปัญหา  เลือกหัวข้อที่ตนสนใจที่จะศึกษา  วางแผนการศึกษาค้นคว้า  ดำเนินการรวบรวมข้อมูล  ทำการทดลอง  และสรุปผลการศึกษาค้นคว้า

3. เน้นการคิดเป็น ทำเป็น และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ความสำคัญและคุณค่าของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

จุดมุ่งหมายระหว่างการเรียนวิทยาศาสตร์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร นอกจากต้องการให้นักเรียน มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของวิชาวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องการให้มีทักษะในการศึกษาค้นคว้า มีความสนใจวิทยาศาสตร์ มีเจตคติและค่านิยมทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย  เช่น                  มีความใฝ่รู้  ซื่อสัตย์  มีเหตุผล  มีใจเป็นกลาง  มีความเพียรพยายาม        มีความละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจ  เป็นต้น

แต่การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียนตามหลักสูตรเท่านั้นไม่อาจช่วยให้จุดมุ่งหมายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลโดยสมบูรณ์ได้ เพราะครูจะต้องสอนเนื้อหาต่างๆ  ในหลักสูตร ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด นักเรียนจึงไม่ค่อยมีโอกาสมีประสบการณ์ตรงในการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอนในกระบวนการเรียนรู้

การให้นักเรียนกระทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ จะช่วยส่งเสริมให้จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสัมฤทธิ์ผล นักเรียนจะได้มีโอกาสดำเนินการศึกษา จะศึกษาเอง การวางแผนการศึกษาเพื่อตอบปัญหานั้นๆ ด้วยตนเอง  ออกแบบการทดลองหรือวิธีการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและชี้แนะ สรุปได้ว่านักเรียนจะมีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงในกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ทุกขั้นตอน         มีโอกาสฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ และจะช่วยพัฒนาคุณสมบัติอื่นๆ ให้แก่นักเรียนด้วย เช่น ความเป็นคนช่างสังเกต มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีวินัยและซื่อสัตย์ในการทำงาน มีความละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบ ยอมรับฟังคำติชมและความคิดเห็นของผู้อื่น มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ รู้จักการแบ่งเวลาในการทำงานและการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น

ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น  4  ประเภทคือ

1. โครงงานประเภทสำรวจ

2. โครงงานประเภทการทดลอง

3. โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์

4. โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือการอธิบาย
1.  โครงงานประเภทสำรวจ
เป็นการศึกษารวบรวมปัญหาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษาหาความรู้ที่มีอยู่หรืออยู่ในธรรมชาติ โดยใช้วิธีสำรวจและรวบรวมข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้จัดทำให้เป็นระบบระเบียบและสื่อความหมาย แล้วนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูม และคำอธิบายประกอบ การทำโครงงานประเภทนี้ ไม่มีการจัดหรือกำหนดตัวแปร หรือควบคุมตัวแปร อาจกระทำในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลในสนามหรือในธรรมชาติ โดยไม่ต้องนำวัสดุตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เช่น “การศึกษาพฤติกรรมของสัตว์บางชนิดในธรรมชาติ” “การศึกษามลพิษในสิ่งแวดล้อม” “การศึกษาการเจริญเติบโตของตัวอ่อนของสัตว์บางชนิด” เป็นต้น
2. การเก็บรวบรวมวัสดุตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เช่น โครงงานเรื่อง “การศึกษาปริมาณของอะฟลาทอกซิลในถั่วลิสงป่นตามร้านอาหารต่างๆ  ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง” เป็นต้น
3.จำลองธรรมชาติขึ้นในห้องปฏิบัติการ แล้วสังเกตและศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น โครงงานเรื่อง การเลี้ยงผึ้ง ด้วยการนำผึ้งมาเลี้ยงแล้วทำการศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผึ้ง

2.  โครงงานประเภทการทดลอง
เป็นการศึกษาหาคำตอบ ของปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยการออกแบบการทดลอง และดำเนินการทดลอง ลักษณะของโครงงานประเภทนี้คือ มีการออกแบบการทดลอง เพื่อศึกษาผลของตัวแปรที่มีต่อตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่ต้องการศึกษา โดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาไว้ ตัวอย่างของโครงงานประเภทนี้ได้แก่
– การศึกษาอิทธิพลของแสงสีต่าง ๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืชบางชนิด
– การศึกษาการเจริญเติบโตของพืชในสนามแม่เหล็ก
– การศึกษาอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายในสัตว์ตัวเมีย
– การทดลองใช้ผักตบชวาในการกำจัดน้ำเสีย

3.  โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์
เป็นการพัฒนาหรือประดิษฐ์ หรือการสร้างอุปกรณ์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อประโยชน์ใช้สอย โดยการประยุกต์ทฤษฎีหรือหลักการ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาหรือการประดิษฐ์ดังกล่าว อาจเป็นการประดิษฐ์สิ่งใหม่ หรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพขึ้นก็ได้ หรืออาจเป็นการเสนอแบบจำลองทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งก็ได้ เช่น
– โครงงานเรื่อง “เครื่องเตือนอัคคีภัยระบบความดัน”
– การประดิษฐ์เครื่องร่อน
– บ้านยุคนิวเคลียร์
– รูปแบบการจัดการจราจรบริเวณทางแยก ฯลฯ

4.  โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือการอธิบาย
เป็นโครงงานที่เสนอทฤษฎีหรือคำอธิบายสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฎการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ ๆ โดยมีหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎีอื่น ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ สนับสนุน ทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าวอาจใหม่หรือขัดแย้ง หรือขยายแนวความคิด หรือคำอธิบายเดิมที่มีผู้ให้ไว้ก่อนแล้วก็ได้ อาจเป็นการอธิบายปรากฎการณ์เก่าในแนวใหม่ อาจเสนอในรูปของคำอธิบาย สูตร หรือสมการก็ได้ แต่จะต้องมีข้อมูลหรือทฤษฎีอื่นมาสนับสนุนอ้างอิง  ตัวอย่างโครงงานประเภทนี้ ได้แก่ โครงงานเรื่อง “กำเนิดของทวีปและมหาสมุทร” เป็นการสร้างแบบจำลองทฤษฎี อธิบายการเกิดของทวีปและมหาสมุทรว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง ซึ่งเป็นแนวความคิดที่แตกต่างจากที่เคยมีผู้เสนอไว้ก่อนแล้ว

วิธีการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีขั้นตอนที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 การคิดและเลือกชื่อเรื่องหรือปัญหาที่จะศึกษา
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญที่สุดและยากที่สุด ตามหลักการแล้วนักเรียนควรจะเป็นผู้คิดและเลือกหัวข้อเรื่องที่จะศึกษาด้วยตนเอง แต่ครูอาจมีบทบาทหรือมีส่วนช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถคิดหัวข้อได้ด้วยตนเอง ดังจะได้กล่าวต่อไป
ขั้นที่ 2 การวางแผนในการทำโครงงาน
ได้แก่  การวางแผนวิธีการดำเนินงานในการศึกษาค้นคว้าทั้งหมด เช่น วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการออกแบบการทดลอง และควบคุมตัวแปร วิธีดำเนินการรวบรวมข้อมูล การวางแผนปฏิบัติการอย่างคร่าว ๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้างเป็นขั้นตอน แล้วนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อของคำแนะนำเพิ่มเติมและขอความเห็นชอบ
ขั้นที่ 3 การลงมือทำโครงงาน
ได้แก่  การลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้วในขั้นที่2นั่นเอง ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างหรือการประดิษฐ์ การปฏิบัติการทดลอง ซึ่งสุดแล้วแต่จะเป็นโครงงานประเภทใด และการค้นคว้าจากเอกสารต่าง ๆ แล้วดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งความหมายของข้อมูล และสรุปผลของการศึกษาค้นคว้า
ขั้นที่ 4 การเขียนรายงาน
เป็นการเสนอผลของการศึกษาค้นคว้าเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นเอกสาร เพื่ออธิบายให้ผู้อื่นทราบรายละเอียดทั้งหมดของการทำโครงงาน ซึ่งจะประกอบด้วยปัญหาที่ทำการศึกษา วัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า อุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ใช้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่รวบรวมได้ ผลที่ได้จากการศึกษา ตลอดจนประโยชน์และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้จากการทำโครงงานนั้น ๆ
วิธีเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ก็มีลักษณะและแนวทางในการเขียน เช่นเดียวกับการเขียนรายงานผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง
ขั้นที่ 5 การแสดงผลงาน
เป็นการเสนอผลงานที่ได้ศึกษาค้นคว้าสำเร็จลงแล้วให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งอาจกระทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ การสาธิตแสดงประกอบการรายงานปากเปล่า ฯลฯ ในการจัดแสดงผลงานของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ครูอาจกระทำได้ในหลายระดับ เช่น
– การจัดเสนอผลงานภายในชั้นเรียน
– การจัดแสดงนิทรรศการภายในโรงเรียนเป็นการภายใน
– การจัดแสดงนิทรรศการในงานประจำปีของโรงเรียน
– การส่งโครงงานเข้าร่วมในงานแสดงหรือประกวดภายนอกโรงเรียนในระดับต่าง ๆ เช่น ระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด ระดับเขตการศึกษา และระดับชาติ

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์  เป็นการเสนอผลงานการดำเนินการเป็นเอกสารจัดว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของโครงงาน  เมื่อนักเรียนดำเนินการทำโครงงานจนครบขั้นตอนได้ข้อมูล  ทำการวิเคราะห์ข้อมูล  พร้อมทั้งแปรผล  และสรุปผลแล้ว  งานขั้นต่อไปที่ต้องทำคือ  การเขียนรายงาน

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์  เป็นวิธีสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง

เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้เข้าใจแนวความคิด  วิธีดำเนินงานศึกษาค้นคว้าข้อมูล  ผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

1. ชื่อโครงงาน

ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย

การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น

โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน

2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน

การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด

3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย

4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่างๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ

5. กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ)
ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย

6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
– แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา
– แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
– ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
ส่วนที่ 1 คำนำ : เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง : อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
ส่วนที่ 3 สรุป : สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา  ค้นคว้าความรู้ใหม่ ค้นหาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1

7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ

8. สมมติฐานของการศึกษา
สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว

9. ขอบเขตของการทำโครงงาน
ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา
2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น                 ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน

10. วิธีดำเนินการ
วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง

11. ผลการศึกษาค้นคว้า
นำเสนอข้อมูลหรือผลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย

12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ
อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูล ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ อกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนำผล การทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงานหรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาด บางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษา ค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย

13. เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการ ที่นิยมกัน

การนำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์

การนำเสนอ  คือ  การสื่อสารเพื่อให้ข้อมูล  รายละเอียด  และสาระตามที่ผู้ให้หรือผู้ส่งสื่อต้องการจะให้  เพื่อให้ผู้รับได้รับรู้  และรับทราบ  หรือในทำนองเดียวกัน  คือการสื่อให้ผู้รับตามที่ผู้รับต้องการจะรับ  ซึ่งในกรณีผู้ให้ข้อมูลจะต้องเตรียมจัดหาและนำเสนอข้อมูลตามความประสงค์ของผู้รับ  การนำเสนอควรจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบ  ตามลักษณะที่เป็นวิธีการอย่างเป็นรูปธรรม  คือการนำเสนอทั้งการเขียนและการพูด  มักจะควบคู่กันไป  ทั้งนี้เพื่อจะได้ผลดีที่สุด

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอมีหลายประการ  ดังต่อไปนี้

1.  การนำเสนอเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร  อีกทั้งเป็นการฝึกสอน

2.  การนำเสนอเป็นการชักจูง  ชักชวน  รณรงค์ให้ปฏิบัติ

3.  การนำเสนอเป็นการให้คำแนะนำ  และให้ผู้รับฟังยอมรับเพื่อปฏิบัติ

4.  การนำเสนอเป็นการปลุกให้ตื่นตัว  สร้างความสนใจ

5.  การนำเสนอเป็นการกระตุ้น  และริเริ่มการปฏิบัติ

6.  การนำเสนอเป็นการประเมิน  วิเคราะห์  และชี้ให้เห็นประจักษ์

7.  การนำเสนอเป็นการกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติ

8.  การนำเสนอเป็นการรวบรวมแนวความคิด  กระตุ้นให้เกิดความคิด  ตลอดจนการวิเคราะห์และการศึกษาค้นคว้าเพื่อแก้ปัญหา

9.  การนำเสนอการบำรุงขวัญ  และกำลังใจ  รวมทั้งการให้ความบันเทิงสนุกสนานในการรับรู้  รับฟัง

การนำเสนอต้องเตรียมอะไรบ้าง  อย่างไร

ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมเรื่องราวสาระสำคัญ  และเตรียมตนเองให้พร้อมก่อนจะนำเสนอ  โดยทางปฏิบัติของผู้นำเสนอที่ดีนั้นผู้นำเสนอจักต้องเตรียมการตอบคำถามเพื่อการวางแผนในการนำเสนอตามลำดับ

1.  ใคร  หมายถึง  จะพูดให้ใครฟัง  จะเสนอให้กลุ่มใด  เขาเหล่านั้นมีความรู้ระดับใด  ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมการนำเสนอหรือการพูดให้เกิดความเข้าใจตรงตามระดับของผู้รับฟัง

2.  อะไร  คือ  เรื่องที่จะพูดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร  มีความสำคัญกับคนฟังอย่างไร  ผู้รับข้อมูลจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด

3.  ที่ไหน  คือ  ต้องตอบให้ได้ว่าจะพูดไป ณ ที่ใด  โอกาสอะไร  ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมสื่อหรืออุปกรณ์สาธิตไปให้ถูกกับสถานที่

4.  เมื่อใด  คือ  จะพูดเรื่องนี้เมื่อใด  ใช้ระยะเวลาเท่าใด

5.  ทำไม  คือ  เป็นการตอบและตอกย้ำถึงถึงวัตถุประสงค์ของการนำเสนอให้ชัดเจนว่า                มานำเสนอหรือพูดเรื่องนี้ด้วยเหตุผลอะไร  สำคัญและสัมพันธ์กับผู้รับฟังมากแค่ไหน

6.  อย่างไร  คือ  เป็นการตอบคำถามให้แก่ผู้นำเสนอเองในขั้นสุดท้ายของการเตรียมการนำเสนอว่า  เรื่องที่จะมาพูดบรรยาย  หรือนำเสนอนั้น  จะนำเสนอในรูปแบบใด  เป็นการนำเสนอด้วยวาจาโดยไม่ต้องมีสื่อหรืออุปกรณ์สาธิตประกอบการบรรยาย  หรือต้องใช้สื่อประเภทใด  เป็นการตอบคำถามสำคัญสำหรับผู้นำเสนอ  คือ  ผู้นำเสนอจะได้เตรียมการได้เหมาะสมและสอดคล้องกับเรื่องที่จะนำเสนอ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เหมาะสมกับผู้ฟัง  ซึ่งยังครอบคลุมไปถึงเทคนิคการนำเสนอ  เพื่อสร้างความเข้าใจ  และความประทับใจให้แก่ผู้ฟังมากที่สุด

การนำเสนอโครงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงาน เป็นการเสนอขั้นตอนสำคัญเพื่อสะท้อนการทำงานของนักเรียน และความรู้ ความเข้าใจเรื่องที่ศึกษา ตลอดจนการตอบ                  ข้อซักถามของครูที่ปรึกษาหรือผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ยังเป็นการสะท้อนบุคลิกภาพ ท่าทาง ปฏิภาณไหวพริบ ของผู้ศึกษาในขณะนำเสนอโครงงานนั้น

การนำเสนอโครงงานนับว่าเป็นการเผยแพร่ผลการค้นคว้า ทดลอง หรือการค้นพบของนักเรียนต่อสาธารณชน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความกล้าแสดงออก และความสามารถของนักเรียนโดยการนำเสนอผลงานสามารถทำได้หลายลักษณะ เช่น

–  การบรรยายประกอบแผ่นใส หรือสไลด์

–  การบรรยายประกอบแผงโครงงาน

–  การจัดนิทรรศการ / ห้องแสดงโครงงาน

การจัดทำแผงโครงงานวิทยาศาสตร์

แผงโครงงานเป็นรูปแบบการนำเสนอผลงานโครงงานอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการทำงานโดยรวมของผู้ศึกษา ซึ่งแผงโครงงานไม่จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณสูงในการทำ สามารถหาวัสดุในท้องถิ่นมาเป็นส่วนประกอบได้ แต่ที่สำคัญจะต้องได้สัดส่วน และขนาดตามที่กำหนด ดังนี้

60 ซม.                         60 ซม.                                     60 ซม.                             60 ซม.

ชื่อเรื่อง

ชื่อผู้ทำ

ชื่อครูที่ปรึกษา

ชื่อโรงเรียน

ที่มาและความสำคัญ

วัตถุประสงค์

สมมติฐาน

ขอบเขตการศึกษา

วิธีการศึกษา

ผลการศึกษา

ตาราง-ภาพ

ตาราง-ภาพ

สรุปผลการศึกษา

เอกสารอ้างอิง

ที่ตั้งอุปกรณ์ประกอบการทำโครงงาน

ตัวอย่างปกโครงงานวิทยาศาสตร์

(ตัวอย่างปก)

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่องอันตรายจากคลอรีน

จัดทำโดย

1.เด็กหญิงสมหญิง  หมั่นเพียร  เลขที่  1

2.เด็กชายสมชาย  มุ่งมั่น  เลขที่  8

3.เด็กหญิงสมศรี  มานะ  เลขที่  19

ชั้นประถมศึกษาปีที่  6

โรงเรียนบ้านกง(ราษฏร์อุทิศ)

ครูที่ปรึกษาโครงงาน

นางปัทมาวดี  นวลทรง

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย  เขต 1

ตัวอย่างคำนำ

คำนำ

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งคณะผู้จัดทำได้ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับปริมาณความเข้มข้นของสารคลอรีนที่ใส่ไปในน้ำประปา แล้วมีผลให้ปลาหางนกยูงตาย  คณะผู้จัดทำหวังว่าจากผลของการทดลองโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมนี้  จะเป็นประโยชน์และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ขอขอบคุณอาจารย์ยุพิน  ศรีประเสริฐ  ศน. ประจำอำเภอกงไกรลาศ ที่ให้ความช่วยเหลือจัดหาแนะนำเอกสารที่เกี่ยวกับการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  แก่คณะผู้จัด  และขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนนายสมเดช  แสงเมืองที่ให้การสนับสนุนการทำโครงงานมา  ณ  ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

20 ตุลาคม 2550

ตัวอย่างการเขียนสารบัญ

สารบัญ หน้า

กิตติกรรมประกาศ

บทคัดย่อ

บทที่ 1 บทนำ                                                                                                                       1

–  ที่มาและความสำคัญ                                                                                                2

–  จุดประสงค์                                                                                                               2

–  สมมุติฐานของการทดลอง                                                                                                     2

–  ขอบเขตของการทดลอง                                                                                                         2

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง                                                                                                                 4

บทที่ 3 วิธีดำเนินการ                                                                                                                          5

–  วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่ใช้ี                                                                                                5

–  วิธีดำเนินการทดลอง                                                                                                              5

บทที่ 4 ผลการทดลอง                                                                                                                         6

บทที่ 5 อภิปรายและสรุปผลการทดลอง                                                                         7

–  สรุป                                                                                                                           7

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

ตัวอย่างการเขียนกิตติกรรมประกาศ

กิตติกรรมประกาศ
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ยางกล้วยช่วยเพ้นท์ผ้า” สำเร็จด้วยความกรุณาจากอาจารย์อัจฉรา โกมลเปลิน ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำพูน ที่ให้ข้อคิดเห็น และสนับสนุนด้านงบประมาณ ให้มีการศึกษาโครงงาน ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ไว้ ณ ที่นี้ ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์เสาวลักษณ์ ณ ลำพูน, อาจารย์จตุรพร เชี่ยววานิช อาจารย์จิราภรณ์ จันทนุปาน  ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำพูน และอาจารย์ทวี สีวิจี๋ ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขโครงงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ถนอมจิต ปิ่นกันทา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ที่ให้ความ ช่วยเหลือ แนะนำ ในการศึกษาโครงงานอย่างใกล้ชิดจนทำให้โครงงาน ที่ศึกษาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

คณะผู้จัดทำ

ตัวอย่างการเขียนบทคัดย่อ

ชื่อโครงงาน การสำรวจหาเชื้อ Bacillus thuringiensis ในมหิดลวิทยานุสรณ์

(Survey on Bacillus thuringiensis bacteria in Mahidol Wittayanusorn School)

ผู้ทำโครงงาน นางสาวปรางค์กมล ภู่อารีย์  นางสาววิลาวรรณ สานต๊ะ และ

นางสาวปิยนุช เวศานนทเวช

อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวสถาพร วรรณธนวิจารณ์  นางสาวสมฤทัย หอมชื่น

นางสาวอรวรรณ ปิยะบุญ และ รองศาสตราจารย์วัฒนาลัย ปานบ้านเกร็ด

สาขาวิชา ชีววิทยา

โรงเรียน มหิดลวิทยานุสรณ์             ปีการศึกษา 2549

บทคัดย่อ

ในการสำรวจหาเชื้อ Bacillus thuringiensis (Bt) ในมหิดลวิทยานุสรณ์  ได้มีการแบ่งพื้นที่ภายในโรงเรียนออกเป็น 10 จุด  จากนั้นเก็บตัวอย่างดินที่จะนำไปทดสอบหาเชื้อ Bt และสำรวจบริเวณโดยรอบจุดที่เก็บตัวอย่างดิน  เพื่อเป็นส่วนประกอบของข้อมูลในการศึกษา  เมื่อนำตัวอย่างดินจากแต่ละจุดมาทดสอบหาเชื้อ Bt ด้วยการเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Egg Yolk agar (EYA) พบแบคทีเรียที่มีลักษณะโคโลนีคล้าย Bt อยู่หลายจุด แต่เมื่อนำแบคทีเรียที่ขึ้นบนอาหารไปย้อมเซลล์แล้วตรวจสอบลักษณะใต้กล้องจุลทรรศน์ พบว่ามี Bt อาศัยอยู่ในดินบริเวณคลองด้านตะวันออกของโรงเรียน  ซึ่งเป็นบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ  และมีความชื้นสูง

ข้อสอบชุดที่ 2

1.  คลอโรพลาสต์ทำหน้าที่อะไร

ก.  ลำเลียงอาหาร                                            ข.  ขับถ่ายของเสีย

ค.  สร้างคาร์โบไฮเดรต                                   ง.  ควบคุมการทำงานของเซลล์

2.  เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีนิวเคลียสหลายอัน (1)  เซลล์บางชนิดไม่มีนิวเคลียส (2)  ได้แก่เซลล์ใด

ก.  ไข่กบ  ไข่มด                                             ข.  ปลาฉลาม  ไข่นกยูง

ค.  เซลล์บุผิวหนัง  เซลล์พืช                           ง.  สาหร่ายสีเขียว  เม็ดเลือดแดง

3.  เซลล์พืชและเซลล์สัตว์  มีบางอย่างเหมือนกันคืออะไร

ก.  ผนังเซลล์               ข.  คลอโรฟิลล์                        ค.  คลอโรพลาสต์                   ง.  เยื่อหุ้มเซลล์

4.  เซลล์พืชกับเซลล์สัตว์เมื่อนำมาแช่ในน้ำกลั่น  เซลล์อะไรจะแตกง่ายกว่ากัน

ก.  เซลล์พืชเพราะมีผนังเซลล์                         ข.  เซลล์สัตว์เพราะไม่มีคลอโรพลาสต์

ค.  เซลล์สัตว์เพราะไม่มีคลอโรพลาสต์           ง.  เซลล์พืชเพราะเยื่อหุ้มเซลล์เปราะกว่า

5.  เซลล์คุมเป็นทางผ่านเข้าออกของอะไร

ก.  น้ำและอาหาร                                             ข.  น้ำตาลกลูโคส

ค.  ก๊าซและไอน้ำ                                            ง.  อาหารและก๊าซ

6.  พืชส่วนมากมีปากใบอยู่ในด้านไหนของใบ

ก.  ด้านล่างของใบหรือท้องใบ                        ข.  บริเวณก้านใบที่มีอยู่ทั้งหมด

ค.  ด้านบนของใบที่เรียกว่าหลังใบ                 ง.  ด้านขอบที่อยู่ริมใบทั้งหมด

7.  การออสโมซีสต่างจากการแพร่อย่างไร

ก.  ออสโมซีสเป็นการเคลื่อนที่ของน้ำผ่านเยื่อบางๆ

ข.  การแพร่เกิดจากสารเคลื่อนที่จากโมเลกุลมากไปสู่โมเลกุลน้อย

ค.  การแพร่ไม่ต้องผ่านเยื่อบางๆ  ก็ได้  แต่การออสโมซีสต้องผ่านเยื่อบางๆ

ง.  ถูกทุกข้อ

8.  ข้อใด  ไม่ใช่  หลักการแพร่

ก.  การละลายของสี                                        ข.  การได้กลิ่นน้ำหอม

ค.  ลูกเหม็นไล่แมลงสาบ                                ง.  การไหลของน้ำไปตามท่อ

9.  ความเข้มข้นของน้ำในเซลล์รอบๆ  ท่อลำเลียงน้ำ  จะเป็นอย่างไร  เมื่อเปรียบเทียบกับความเข้มข้นของน้ำ  ในท่อลำเลียง

ก.  เซลล์ท่อลำเลียงน้ำ  มีความเข้มข้นมากกว่า

ข.  ความเข้มข้นระหว่างเซลล์ทั้งสองเท่ากัน

ค.  เซลล์รอบๆ  ท่อลำเลียงน้ำมีความเข้มข้นมากกว่า

ง.  ไม่มีข้อถูกต้อง

10.  เมื่อนำต้นเทียนแช่รากในน้ำหมึกแดง  ทิ้งไว้ค้างคืนจะเห็นสีแดงผ่านจากรากไปสู่ลำต้น  เพราะเหตุใด

ก.  น้ำหมึกแดงออสโมซีสเข้าทางรากขึ้นไปสู่ลำต้น

ข.  น้ำหมึกแดงออกโมซีสเข้าทางท่อลำเลียงน้ำไปสู่ใบ

ค.  น้ำหมึกแดงออสโมซีสเข้าทางรากและแพร่ไปสู่ลำต้น

ง.  น้ำหมึกแดงแพร่เข้าทางราก  และออสโมซีสไปสู่ลำต้น

ข้อสอบชุดที่  1

1.  เซลล์พืชมีอยู่ที่ส่วนไหนของพืช

ก.  ที่ใบและลำต้น  ที่อื่นไม่มี

ข.  ที่ปลายใบและปลายรากเท่านั้น

ค.  ที่ใบและลำต้นกับที่ปลายรากเท่านั้น

ง.  มีอยู่ในทุกส่วนของพืช  เพราะต้นพืชมีเซลล์เป็นส่วนประกอบ

2.  เราทราบว่าสาหร่ายหางกระรอกไม่ใช้สาหร่ายที่แท้จริงโดยดูได้จากอะไร

ก.  ต้น                         ข.  ใบ                          ค.  ราก                                    ง.  ใบ

3.  เซลล์คุมเป็นส่วนประกอบของอะไร

ก.  เกสร                                   ข.  เนื้อไม้                    ค.  ปากใบ                   ง.  เยื่อหอม

4.  พืชชนิดใดที่เซลล์คุม

ก.  มะม่วง                   ข.  เยื่อหอม                  ค.  สาหร่ายไฟ             ง.  สาหร่ายหางกระรอก

5.  ภายในเซลล์พืชมีสีเขียวเป็นอวัยวะสร้างอาหาร  คืออะไร

ก.  นิวเคลียส               ข.  คลอโรฟิลล์                        ค.  คลอโรพลาสต์       ง. ไซโทพลาซึม

6.  เซลล์สาหร่ายหางกระรอกและเซลล์ว่านกาบหอย  มีอะไรที่แตกต่างกัน

ก.  เซลล์คุม                 ข.  คลอโรพลาสต์       ค.  นิวเคลียส               ง.  รูปร่างของเซลล์

7.  ส่วนใดที่ไม่มีในเซลล์สัตว์  แต่มีในเซลล์พืช

ก.  ผนังเซลล์               ข.  นิวเคลียส               ค.  ไซโทพลาซึม                     ง.  เยื่อหุ้มเซลล์

8.  ข้อใดที่ ไม่ ถูกต้อง

ก.  พืชน้ำ  เช่น  บัว  กระจับ  ผักตบชวา  ไม่มีปากใบ

ข.  ในไซโทพลาซึมมี  น้ำตาล  โปรตีน  ไขมัน  ของเสีย

ค.  ผนังเซลล์เป็นส่วนให้ความแข็งแรงและมีสารเซลลูโลส

ง.  เยื่อหุ้มเซลล์  เป็นทางผ่านเข้าออกของน้ำ  อาหาร  อากาศ

9.  ส่วนใดของพืช  ในข้อใดมีคลอโรพลาสต์มากที่สุด

ก.  ผล                          ข.  ใบ                          ค.  ราก                                    ง.  ดอก

10.  ข้อใด ไม่ ถูกต้อง

ก.  ส่วนของพืชบางส่วนไม่มีคลอโรพลาสต์

ข.  ภายในคลอโรฟิลล์มีสารสีเขียวคือคลอโรพลาสต์

ค.  ในเซลล์พืชมีผนังเซลล์อยู่นอกสุดหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์ไว้

ง.  การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเกิดขึ้นที่นิวเคลียส